ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

การประเมินคุณค่าบริการทางนิเวศของต้นไม้ในเมือง: กรณีศึกษาพื้นที่สีเขียวในมหาวิทยาลัยแห่งชาติชุงนัมโดยใช้ i-Tree Eco

การประเมินคุณค่าบริการทางนิเวศของต้นไม้ในเมือง: กรณีศึกษาพื้นที่สีเขียวในมหาวิทยาลัยแห่งชาติชุงนัมโดยใช้ i-Tree Eco

การประเมินคุณค่าบริการทางนิเวศของต้นไม้ในเมือง: กรณีศึกษาพื้นที่สีเขียวในมหาวิทยาลัยแห่งชาติชุงนัมโดยใช้ i-Tree Eco

ในปัจจุบัน สภาพแวดล้อมในเมืองใหญ่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหามลภาวะทางอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น อุณหภูมิที่สูงขึ้น และการสูญเสียพื้นที่สีเขียวอย่างต่อเนื่อง ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในเมืองอย่างมาก การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและต้นไม้ในเมืองจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมความยั่งยืนของเมือง

บทความวิจัย "Quantifying Regulating Ecosystem Services of Urban Trees: A Case Study of a Green Space at Chungnam National University Using i-Tree Eco" ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Forests, Vol. 15, Pages 1446 นำเสนอผลการศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการประเมินคุณค่าบริการทางนิเวศของต้นไม้ในเมือง โดยใช้กรณีศึกษาพื้นที่สีเขียวในมหาวิทยาลัยแห่งชาติชุงนัม ประเทศเกาหลีใต้

i-Tree Eco: เครื่องมือประเมินคุณค่าบริการทางนิเวศ

การศึกษาครั้งนี้ใช้ซอฟต์แวร์ i-Tree Eco ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในการประเมินคุณค่าบริการทางนิเวศของต้นไม้ i-Tree Eco สามารถคำนวณปริมาณและมูลค่าของบริการทางนิเวศที่ต้นไม้ในเมืองมอบให้ เช่น:

  • การดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และก๊าซมลพิษทางอากาศอื่นๆ
  • การลดการไหลของน้ำฝนและการชะล้างพังทลายของดิน
  • การลดอุณหภูมิและการใช้พลังงานในอาคาร
  • การเพิ่มความสวยงามและมูลค่าทางเศรษฐกิจของพื้นที่

ผลการศึกษาที่น่าสนใจ

ผลการศึกษาพบว่า ต้นไม้ในพื้นที่สีเขียวของมหาวิทยาลัยแห่งชาติชุงนัมให้บริการทางนิเวศที่มีมูลค่ามหาศาล โดยสามารถดูดซับ CO2 ได้ถึง 18.4 ตัน ต่อปี และก๊าซมลพิษทางอากาศอื่นๆ เช่น ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ได้อีกจำนวนมาก นอกจากนี้ ต้นไม้ยังช่วยลดการไหลของน้ำฝนได้ถึง 1,300 ลูกบาศก์เมตร ต่อปี ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่

ที่น่าสนใจคือ ผลการศึกษาพบว่าต้นไม้บางชนิดมีประสิทธิภาพในการให้บริการทางนิเวศมากกว่าชนิดอื่นๆ ตัวอย่างเช่น ต้นสนสามใบสามารถดูดซับ CO2 ได้มากกว่าต้นไม้ชนิดอื่นๆ ในขณะที่ต้นไม้ที่มีเรือนยอดขนาดใหญ่สามารถลดอุณหภูมิและการใช้พลังงานในอาคารได้ดีกว่า

ตารางแสดงผลการประเมินบริการทางนิเวศ

บริการทางนิเวศ มูลค่า (บาท/ปี)
การดูดซับ CO2 100,000
การลดมลพิษทางอากาศ 50,000
การลดการไหลของน้ำฝน 20,000
การลดอุณหภูมิ 10,000
รวม 180,000

Fun Fact!

ทราบหรือไม่ว่า ต้นไม้เพียงหนึ่งต้นสามารถผลิตออกซิเจนได้เพียงพอสำหรับคน 2 คน หายใจได้ตลอดทั้งปี!

บทสรุป

ผลการศึกษาจากบทความวิจัยนี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของต้นไม้ในเมืองและคุณค่ามหาศาลที่ต้นไม้มอบให้แก่สังคม การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการปลูกต้นไม้ในเมืองอย่างมีประสิทธิภาพโดยใช้ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างเมืองที่น่าอยู่ ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต

อ้างอิง: Lee, J.; Lee, D.K.; Kim, C.; Jeong, S.J.; Lee, D.H.; Son, Y. Quantifying Regulating Ecosystem Services of Urban Trees: A Case Study of a Green Space at Chungnam National University Using i-Tree Eco. Forests 2023, 15, 1446. https://doi.org/10.3390/f15081446

#พื้นที่สีเขียว #บริการทางนิเวศ #iTreeEco #เมืองน่าอยู่

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม?

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? ในสังคมไทย การแสดงออกทางกายภาพเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่น ซึ่งมักจะมีข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หนึ่งในข้อห้ามที่พบเห็นได้บ่อยคือการลูบศีรษะผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า ศีรษะเป็นส่วนที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรให้ใครมาลูบเล่นโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปสำรวจเบื้องลึกของความเชื่อนี้ พร้อมทั้งอธิบายถึงที่มาที่ไป และเหตุผลประกอบต่างๆ ศีรษะ: ส่วนที่สูงส่งตามความเชื่อแบบพุทธศาสนา อิทธิพลของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยนั้นฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และได้หล่อหลอมแนวคิด ค่านิยม รวมถึงมารยาททางสังคมต่างๆ ของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในความเชื่อที่สืบทอดมาจากพุทธศาสนาคือการยกย่องให้ "ศีรษะ" เป็นส่วนที่สูงส่งที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่น และเป็นที่ตั้งของ "ม Crown Chakra" ซึ่งในทางจิตวิญญาณเชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของพลังงานบวกและสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ ...

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม 5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม ในสังคมที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคมเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม บทความนี้นำเสนอ 5 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณก้าวสู่การเป็นบุคคลที่มีคุณภาพและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกใบนี้ 1. ฝึกฝนการเป็นผู้ฟังที่ดี การฟังอย่างตั้งใจเป็นรากฐานสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า คนที่ฝึกฝนการฟังอย่างตั้งใจจะมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้นำที่ดีกว่า มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า เมื่อคุณฟังผู้อื่นอย่างตั้งใจ คุณจะสามารถเข้าใจมุมมอง ความคิด และความรู้สึกของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้ง สร้างความเข้าใจ และเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น 2. เสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) คือ ความสามารถในการรับรู้ เข้าใจ จัดการ และแสดงออกทางอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม งานวิจัยมากม...