ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

บทความ

กำลังแสดงโพสต์ที่มีป้ายกำกับ สุขภาพสัตว์

ปฏิกิริยาผู้เชี่ยวชาญต่อการศึกษาการฉีดวัคซีนแบดเจอร์เพื่อป้องกันวัณโรคในวัว (bTB)

ปฏิกิริยาผู้เชี่ยวชาญต่อการศึกษาการฉีดวัคซีนแบดเจอร์เพื่อป้องกันวัณโรคในวัว (bTB) ปฏิกิริยาผู้เชี่ยวชาญต่อการศึกษาการฉีดวัคซีนแบดเจอร์เพื่อป้องกันวัณโรคในวัว (bTB) การศึกษาล่าสุดเกี่ยวกับโครงการฉีดวัคซีนแบดเจอร์ที่นำโดยเกษตรกรเพื่อป้องกันวัณโรคในวัว (bovine tuberculosis: bTB) ได้รับความสนใจจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพสัตว์และนักวิจัยทั่วโลก วัณโรคในวัวเป็นโรคติดเชื้อที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์ โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักร ซึ่งมีรายงานการระบาดของโรคนี้อย่างต่อเนื่อง ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับวัณโรคในวัว (bTB) วัณโรคในวัวเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Mycobacterium bovis ซึ่งสามารถแพร่กระจายสู่สัตว์อื่นและมนุษย์ได้ แบดเจอร์เป็นสัตว์ป่าที่ถูกระบุว่าเป็นพาหะสำคัญของโรคนี้ ในสหราชอาณาจักร มีการประเมินว่าแบดเจอร์เป็นสาเหตุของการแพร่กระจายเชื้อ bTB ถึง 50% ในพื้นที่ที่มีการระบาดรุนแรง โครงการฉีดวัคซีนแบดเจอร์ที่นำโดยเกษตรกร โครงการนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 2010 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการแพร่กระจายของ bTB ผ่านการฉีดวัคซีนให้กับแบดเจอร์ในพื้นที่เสี...

ความร้อนจัดอาจเร่งการแพร่ระบาดของไวรัส H5N1 ในฟาร์มสัตว์ปีก

ความร้อนจัดอาจเร่งการแพร่ระบาดของไวรัส H5N1 ในฟาร์มสัตว์ปีก ความร้อนจัด: ตัวเร่งสำคัญของการแพร่ระบาด H5N1 ในฟาร์มสัตว์ปีก ข้อมูลน่าตกใจจากงานวิจัยล่าสุด การศึกษาล่าสุดจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เผยว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นทุก 1 องศาเซลเซียส อาจเพิ่มอัตราการติดเชื้อ H5N1 ในสัตว์ปีกได้ถึง 3-5% โดยเฉพาะในฟาร์มที่มีการเลี้ยงแบบหนาแน่น กลไกการแพร่กระจายไวรัสในสภาวะร้อนจัด เมื่ออุณหภูมิสูงเกิน 35°C สัตว์ปีกจะเกิดความเครียดทางความร้อน (Heat Stress) ซึ่งส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน: ลดการผลิตเม็ดเลือดขาวชนิด T-cells ลง 20-30% เพิ่มการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติโคสเตอรอยด์ซึ่งกดภูมิคุ้มกัน ทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจแห้ง เสี่ยงต่อการติดเชื้อง่ายขึ้น สถิติที่น่าตกใจจากกรมปศุสัตว์ ข้อมูลปี 2565-2566 พบว่าฟาร์มในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 38°C เป็นประจำ มีอัตราการระบาดของ H5N1 สูงถึง 68% เทียบกับฟาร์มในพื้นที่อุณหภูมิปานกลางที่มีอัตราการระบาดเพียง 22% ผลกระทบต่อเนื่องจากสภาพอากาศร้อน...

การทำลายเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุขัยในม้า

การทำลายเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุขัยในม้า เม็ดเลือดแดง เป็นส่วนประกอบสำคัญในเลือด ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ในม้า เม็ดเลือดแดงมีอายุขัยประมาณ 120-150 วัน ซึ่งสั้นกว่ามนุษย์ที่มีอายุขัยประมาณ 120 วัน เมื่อเม็ดเลือดแดงหมดอายุขัย ร่างกายจะมีกลไกกำจัดอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันการสะสมและผลกระทบที่เป็นอันตราย กระบวนการทำลายเม็ดเลือดแดงในม้า เมื่อเม็ดเลือดแดงในม้าเริ่มเสื่อมสภาพ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เช่น ขนาดเล็กลง รูปร่างผิดปกติ และสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้ไม่สามารถผ่านเส้นเลือดฝอยขนาดเล็กได้สะดวก ระบบภูมิคุ้มกันของม้าจะรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ และสร้างแอนติบอดีมายึดติดกับเม็ดเลือดแดงที่เสื่อมสภาพ ม้าม เป็นอวัยวะสำคัญในการกำจัดเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุขัย ภายในม้ามประกอบด้วยเนื้อเยื่อพิเศษที่เรียกว่า "red pulp" ซึ่งมีเซลล์ macrophage จำนวนมาก Macrophage จะทำหน้าที่จับกินและย่อยสลายเม็ดเลือดแดงที่ถูกแอนติบอดีทำเครื่องหมายไว้ นอกจากม้ามแล้ว ตับก็มีบทบาทในการทำลายเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุขัยเช่นกัน แม้ว่าจะมีบทบาทน้อยกว่า...

สัตว์เลี้ยงแสนรัก: จุดอ่อนในการเฝ้าระวังไข้หวัดนกหรือไม่?

สัตว์เลี้ยงแสนรัก: จุดอ่อนในการเฝ้าระวังไข้หวัดนกหรือไม่? สัตว์เลี้ยงแสนรัก: จุดอ่อนในการเฝ้าระวังไข้หวัดนกหรือไม่? ไข้หวัดนก เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบได้ในนกและสามารถแพร่เชื้อสู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิดรวมถึงมนุษย์ได้ แม้ว่าการระบาดของโรคไข้หวัดนกในมนุษย์จะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่ก็อาจทำให้เกิดโรคร้ายแรงและเสียชีวิตได้ ดังนั้นการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีรายงานการติดเชื้อไข้หวัดนกในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิดมากขึ้น รวมถึงสุนัขและแมว ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่า สัตว์เลี้ยงของเราอาจเป็นจุดอ่อนในการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกหรือไม่ ความเสี่ยงของการติดเชื้อในสัตว์เลี้ยง สุนัขและแมวสามารถติดเชื้อไข้หวัดนกได้จากการสัมผัสกับนกป่วยหรือนกที่ตายแล้ว หรือจากการสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส เช่น มูลนก น้ำ อาหาร หรือแม้แต่เสื้อผ้าของผู้เลี้ยงที่สัมผัสกับเชื้อไวรัส อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของการติดเชื้อในสัตว์เลี้ยงนั้นค่อนข้างต่ำ งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Emerging Infectious Diseases พบว่ามีเพียง ...