ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

10 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับครีมกันแดดที่คุณไม่ควรหลงเชื่อ

10 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับครีมกันแดดที่คุณไม่ควรหลงเชื่อ

10 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับครีมกันแดดที่คุณไม่ควรหลงเชื่อ

แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าอาจให้ความรู้สึกอบอุ่นและสดชื่น แต่ภายใต้ความอบอุ่นนั้นแฝงไปด้วยรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ที่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง ครีมกันแดดจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการปกป้องผิวจากภัยร้ายเหล่านี้ แต่ก็ยังมีความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับครีมกันแดดที่หลายคนยังคงเข้าใจผิดอยู่ บทความนี้จะพาคุณไปไขข้อข้องใจเกี่ยวกับ 10 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับครีมกันแดดที่คุณไม่ควรหลงเชื่อ เพื่อให้คุณสามารถดูแลผิวได้อย่างถูกวิธีและมีประสิทธิภาพ

1. ทาครีมกันแดดเฉพาะตอนออกแดดแรงๆ เท่านั้น

ความเชื่อที่ผิด! รังสียูวียังคงทำร้ายผิวได้แม้ในวันที่เมฆครึ้มหรืออยู่ในร่ม ข้อมูลจาก Skin Cancer Foundation ระบุว่าเมฆสามารถกรองรังสียูวีได้เพียง 20% เท่านั้น ดังนั้นควรทาครีมกันแดดทุกวันแม้ไม่ออกแดดจัดก็ตาม

2. คนผิวคล้ำไม่จำเป็นต้องทาครีมกันแดด

ถึงแม้คนผิวคล้ำจะมีเม็ดสีเมลานินที่ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดได้ดีกว่าคนผิวขาว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยจากรังสียูวี ทุกคนควรทาครีมกันแดดเพื่อป้องกันมะเร็งผิวหนังและริ้วรอยก่อนวัย

3. SPF สูงๆ ยิ่งดี

SPF หรือ Sun Protection Factor บ่งบอกถึงระยะเวลาที่ผิวสามารถทนต่อแสงแดดได้โดยไม่ไหม้ SPF 30 สามารถป้องกันรังสี UVB ได้ประมาณ 97% ในขณะที่ SPF 50 ป้องกันได้ประมาณ 98% การเลือก SPF ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับกิจกรรมและสภาพผิว ไม่จำเป็นต้องเลือก SPF สูงเกินไปเสมอไป และที่สำคัญคือการทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง

4. ครีมกันแดดกันน้ำได้ตลอดทั้งวัน

ครีมกันแดดแบบกันน้ำ (Water Resistant) ไม่ได้หมายความว่ากันน้ำได้ 100% และตลอดทั้งวัน ควรทาซ้ำหลังจากว่ายน้ำหรือเหงื่อออกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากใช้ผ้าเช็ดตัว ประสิทธิภาพของครีมกันแดดจะลดลง

5. ทาครีมกันแดดครั้งเดียวตอนเช้าก็เพียงพอ

ครีมกันแดดมีประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดได้เพียงช่วงระยะเวลาหนึ่ง ควรทาครีมกันแดดซ้ำทุก 2 ชั่วโมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือเล่นกีฬา

6. ครีมกันแดดหมดอายุแล้วก็ยังใช้ได้

ครีมกันแดดที่หมดอายุแล้วจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดลดลง ควรตรวจสอบวันหมดอายุของครีมกันแดดก่อนใช้งานทุกครั้ง และเก็บครีมกันแดดไว้ในที่แห้งและเย็น หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดโดยตรง

7. ใช้ครีมกันแดดแทนรองแต่งหน้าได้

แม้ว่าครีมกันแดดบางชนิดจะมีคุณสมบัติในการปรับสีผิว แต่ก็ไม่สามารถทดแทนรองพื้นได้ การใช้รองพื้นที่มีส่วนผสมของสารกันแดดก็ไม่เพียงพอต่อการปกป้องผิว ควรทาครีมกันแดดก่อนแต่งหน้าทุกครั้ง

8. ครีมกันแดดทำให้ผิวขาวขึ้น

ครีมกันแดดมีหน้าที่ป้องกันผิวจากแสงแดด ไม่ใช่ครีมบำรุงผิวขาว การที่ผิวดูขาวขึ้นหลังทาครีมกันแดดอาจเป็นเพราะเนื้อครีมมีสีขาว แต่ไม่ได้หมายความว่าผิวจะขาวขึ้นอย่างถาวร

9. ทาครีมกันแดดแล้วไม่ต้องกางร่ม

การกางร่ม สวมเสื้อแขนยาว สวมหมวก เป็นการป้องกันแสงแดดอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพของครีมกันแดด ควรหลีกเลี่ยงการตากแดดเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในช่วงเวลา 10.00-16.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่แสงแดดแรงที่สุด

10. ครีมกันแดดทำให้ร่างกายขาดวิตามินดี

ร่างกายสามารถสร้างวิตามินดีได้จากแสงแดดเพียงเล็กน้อย การทาครีมกันแดดไม่ทำให้ร่างกายขาดวิตามินดี เราสามารถรับวิตามินดีได้จากอาหารอื่นๆ เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ไข่แดง นม และเห็ด นอกจากนี้ยังสามารถรับวิตามินดีจากอาหารเสริมได้อีกด้วย

#ครีมกันแดด #ความงาม #สุขภาพผิว #Skincare

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม?

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? ในสังคมไทย การแสดงออกทางกายภาพเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่น ซึ่งมักจะมีข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หนึ่งในข้อห้ามที่พบเห็นได้บ่อยคือการลูบศีรษะผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า ศีรษะเป็นส่วนที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรให้ใครมาลูบเล่นโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปสำรวจเบื้องลึกของความเชื่อนี้ พร้อมทั้งอธิบายถึงที่มาที่ไป และเหตุผลประกอบต่างๆ ศีรษะ: ส่วนที่สูงส่งตามความเชื่อแบบพุทธศาสนา อิทธิพลของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยนั้นฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และได้หล่อหลอมแนวคิด ค่านิยม รวมถึงมารยาททางสังคมต่างๆ ของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในความเชื่อที่สืบทอดมาจากพุทธศาสนาคือการยกย่องให้ "ศีรษะ" เป็นส่วนที่สูงส่งที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่น และเป็นที่ตั้งของ "ม Crown Chakra" ซึ่งในทางจิตวิญญาณเชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของพลังงานบวกและสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ ...

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม 5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม ในสังคมที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคมเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม บทความนี้นำเสนอ 5 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณก้าวสู่การเป็นบุคคลที่มีคุณภาพและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกใบนี้ 1. ฝึกฝนการเป็นผู้ฟังที่ดี การฟังอย่างตั้งใจเป็นรากฐานสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า คนที่ฝึกฝนการฟังอย่างตั้งใจจะมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้นำที่ดีกว่า มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า เมื่อคุณฟังผู้อื่นอย่างตั้งใจ คุณจะสามารถเข้าใจมุมมอง ความคิด และความรู้สึกของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้ง สร้างความเข้าใจ และเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น 2. เสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) คือ ความสามารถในการรับรู้ เข้าใจ จัดการ และแสดงออกทางอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม งานวิจัยมากม...