มะเร็งผิวหนัง ถือเป็นภัยร้ายใกล้ตัวที่หลายคนอาจมองข้าม โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีแสงแดดจัดตลอดทั้งปี แสงแดดอุดมไปด้วยรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง การป้องกันตนเองจากรังสี UV จึงเป็นสิ่งสำคัญ และหนึ่งในวิธีที่ง่ายและได้ผลดีที่สุด คือ การใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ แต่คำถามที่หลายคนสงสัยคือ การใช้ครีมกันแดดเป็นประจำนั้น ช่วยป้องกันมะเร็งผิวหนังได้จริงหรือไม่? บทความนี้จะพาคุณไปค้นหาคำตอบที่อ้างอิงจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
รังสี UV กับมะเร็งผิวหนัง
รังสี UV จากแสงแดดแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลักๆ คือ UVA และ UVB ซึ่งทั้งสองชนิดนี้ต่างก็เป็นอันตรายต่อผิวหนัง
- UVA มีความยาวคลื่นยาวกว่า UVB สามารถทะลุผ่านชั้นผิวหนังไปทำลายคอลลาเจนและอิลาสติน ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญของผิวหนัง ทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย ผิวหย่อนคล้อย และยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนังบางชนิด
- UVB มีความยาวคลื่นสั้นกว่า UVA ไม่สามารถทะลุผ่านชั้นผิวหนังได้ลึกเท่า UVA แต่มีพลังงานสูงกว่า เป็นสาเหตุหลักของการเกิดผิวไหม้แดด ผิวคล้ำเสีย และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง
ครีมกันแดด: เกราะป้องกันผิวจากรังสี UV
ครีมกันแดด เปรียบเสมือนเกราะป้องกันผิวจากรังสี UV โดยมีส่วนผสมของสารเคมีหรือแร่ธาตุที่ช่วยดูดซับหรือสะท้อนรังสี UV ออกจากผิวหนัง ค่า SPF (Sun Protection Factor) บนผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด บ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVB ตัวอย่างเช่น SPF 30 หมายความว่า ครีมกันแดดจะช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVB ได้นานกว่าปกติ 30 เท่า นอกจากค่า SPF แล้ว ครีมกันแดดยังมีค่า PA (Protection Grade of UVA) ซึ่งบ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุน
งานวิจัยจำนวนมากได้พิสูจน์แล้วว่า การใช้ครีมกันแดดเป็นประจำสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งผิวหนังได้จริง ตัวอย่างเช่น
- งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Clinical Oncology ในปี 2011 [1] ติดตามกลุ่มตัวอย่างกว่า 1,600 คน เป็นเวลานานกว่า 10 ปี พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ มีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา ลดลงถึง 50%
- งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet ในปี 2000 [2] ศึกษาในกลุ่มตัวอย่างชาวออสเตรเลียกว่า 1,300 คน พบว่า การใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ ร่วมกับการสวมใส่เสื้อผ้าปกปิด และหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งผิวหนังได้อย่างมีนัยสำคัญ
ข้อสรุป: ป้องกันไว้ดีกว่าแก้
จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ได้กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า การใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ ร่วมกับการป้องกันแสงแดดในรูปแบบอื่นๆ เช่น การสวมใส่เสื้อผ้าปกปิด การสวมหมวกปีกกว้าง และการหลีกเลี่ยงแสงแดดจัดในช่วงเวลา 10.00 - 16.00 น. เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งผิวหนัง ดังนั้น การป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าการแก้ไขภายหลัง เพราะมะเร็งผิวหนังนั้นเป็นโรคร้ายที่สามารถป้องกันได้
Fun Fact: รู้หรือไม่ว่า มะเร็งผิวหนังเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยที่สุดในโลก? โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตร้อนเช่นประเทศไทย ดังนั้น การป้องกันตนเองจากแสงแดดจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
ตารางเปรียบเทียบค่า SPF และระดับการป้องกันรังสี UVB
| ค่า SPF | ระดับการป้องกันรังสี UVB |
|---|---|
| 15 | ป้องกันได้ประมาณ 93% |
| 30 | ป้องกันได้ประมาณ 97% |
| 50 | ป้องกันได้ประมาณ 98% |
หมายเหตุ: ตารางนี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF และ PA เหมาะสมกับสภาพผิวและกิจกรรมที่ทำ
[1] Green, A. C., et al. (2011). Daily sunscreen application and beta-carotene supplementation in prevention of basal-cell and squamous-cell carcinomas of the skin: a randomised controlled trial. Journal of Clinical Oncology, 29(3), 336-341.
[2] Green, A., et al. (2000). Reduced melanoma after regular sunscreen use: randomized trial follow-up. The Lancet, 355(9214), 1561-1566.
#ครีมกันแดด #มะเร็งผิวหนัง #รังสีUV #สุขภาพผิว