วาร์ทซิลาจับมือไอดส์วิค ออฟชอร์ ตอบรับกระแสแอมโมเนียในวงการเดินเรือ
อุตสาหกรรมการเดินเรือกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญ บริษัทชั้นนำต่างพยายามแสวงหาวิธีการใหม่ๆ ในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หนึ่งในแนวทางที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากคือการใช้แอมโมเนียเป็นเชื้อเพลิงทางเลือก ซึ่งข้อตกลงล่าสุดระหว่างวาร์ทซิลา (Wärtsilä) บริษัทเทคโนโลยีทางทะเลระดับโลก กับ ไอดส์วิค ออฟชอร์ (Eidesvik Offshore) บริษัทเจ้าของเรือสัญชาตินอร์เวย์ ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงอนาคตของอุตสาหกรรมการเดินเรือที่กำลังมุ่งหน้าสู่ความยั่งยืน
ข้อตกลงแห่งอนาคต
ภายใต้ข้อตกลงนี้ วาร์ทซิลาจะทำการปรับปรุงเครื่องยนต์ของเรือสนับสนุนการก่อสร้างนอกชายฝั่ง “Viking Energy” ของบริษัทไอดส์วิค ออฟชอร์ โดยเปลี่ยนจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแบบเดิมมาเป็นการใช้แอมโมเนีย ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การปรับปรุงนี้จะช่วยให้ “Viking Energy” ซึ่งให้บริการอยู่ที่ฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่งของ Equinor ในประเทศนอร์เวย์ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 50% ในทันที นับเป็นก้าวสำคัญในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรมการเดินเรือ
แอมโมเนีย: เชื้อเพลิงแห่งอนาคต
แอมโมเนีย (NH3) เป็นสารประกอบไฮโดรเจนและไนโตรเจนที่สามารถเผาไหม้ได้โดยไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แม้ว่าแอมโมเนียจะไม่ใช่พลังงานทดแทน แต่ถือเป็นพาหะพลังงานที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนในเครื่องยนต์สันดาปภายในได้โดยตรง นอกจากนี้ แอมโมเนียยังมีข้อดีอื่นๆ อีกหลายประการ ดังนี้
- เทคโนโลยีการผลิต การจัดเก็บ และการขนส่งแอมโมเนียเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว
- แอมโมเนียสามารถขนส่งและจัดเก็บได้ง่ายกว่าไฮโดรเจน
- แอมโมเนียมีราคาถูกกว่าไฮโดรเจน
อย่างไรก็ตาม แอมโมเนียก็มีข้อจำกัดบางประการเช่นกัน เช่น ความเป็นพิษและความหนาแน่นของพลังงานที่ต่ำกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าข้อจำกัดเหล่านี้สามารถเอาชนะได้ด้วยเทคโนโลยีและมาตรการความปลอดภัยที่เหมาะสม
แรงผลักดันจากกฎระเบียบและความต้องการของตลาด
ข้อตกลงระหว่างวาร์ทซิลาและไอดส์วิค ออฟชอร์ สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่สำคัญในอุตสาหกรรมการเดินเรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้นจากองค์กรทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ซึ่งกำหนดให้อุตสาหกรรมการเดินเรือต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างน้อย 50% ภายในปี 2050 ส่งผลให้บริษัทเดินเรือต่างต้องมองหาทางเลือกในการลดการปล่อยมลพิษ ขณะเดียวกัน ความต้องการเชื้อเพลิงทางเลือกที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้าและนักลงทุนก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้อุตสาหกรรมต้องปรับตัว
อนาคตของแอมโมเนียในอุตสาหกรรมการเดินเรือ
แม้ว่าแอมโมเนียจะเป็นเพียงหนึ่งในเชื้อเพลิงทางเลือกหลายชนิดที่กำลังได้รับการพิจารณาสำหรับการเดินเรือ แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่าแอมโมเนียมีศักยภาพสูงที่จะกลายเป็นเชื้อเพลิงหลักในอนาคต เนื่องจากข้อได้เปรียบด้านต้นทุน โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ และความสามารถในการลดการปล่อยมลพิษได้อย่างมาก
| เชื้อเพลิง | ข้อดี | ข้อจำกัด |
|---|---|---|
| แอมโมเนีย | ต้นทุนต่ำ, โครงสร้างพื้นฐานพร้อม, ลดการปล่อยมลพิษได้มาก | ความเป็นพิษ, ความหนาแน่นพลังงานต่ำ |
| ไฮโดรเจน | ไม่ปล่อยมลพิษ, ความหนาแน่นพลังงานสูง | ต้นทุนสูง, โครงสร้างพื้นฐานจำกัด, จัดเก็บยาก |
| เชื้อเพลิงชีวภาพ | ลดการปล่อยมลพิษ, ใช้เทคโนโลยีเดิมได้ | ผลผลิตจำกัด, แข่งขันกับการผลิตอาหาร |
ข้อตกลงระหว่างวาร์ทซิลาและไอดส์วิค ออฟชอร์ จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมการเดินเรือ คาดว่าจะมีโครงการที่คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นอีกมากมายในอนาคตอันใกล้นี้ ขณะที่บริษัทต่างๆ ต่างแข่งขันกันเพื่อให้ได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดเชื้อเพลิงสีเขียว และบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนของตนเอง
Fun Fact
คุณรู้หรือไม่ว่า แอมโมเนียถูกขนส่งทางทะเลเป็นจำนวนมากอยู่แล้วในทุกวันนี้ ? ในปี 2020 มีการขนส่งแอมโมเนียทางทะเลทั่วโลกกว่า 18 ล้านตัน โดยส่วนใหญ่ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปุ๋ย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเรามีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการขนส่งแอมโมเนียทางทะเลอยู่แล้ว
#พลังงานสะอาด #การเดินเรือ #แอมโมเนีย #ความยั่งยืน