ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ทำไมเราจาม?

ทำไมเราจาม?

ทำไมเราจาม?

อาการจาม เป็นปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและไม่สามารถควบคุมได้ เป็นการระเบิดอากาศอย่างรุนแรงออกมาจากปอด ผ่านทางจมูกและปาก ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเองจากสิ่งแปลกปลอม แม้ว่าอาการจามอาจสร้างความรำคาญในบางครั้ง แต่มันเป็นเครื่องยืนยันถึงระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงของร่างกายในการกำจัดสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ออกไป

สาเหตุของการจาม

สาเหตุที่ทำให้เราจามมีอยู่หลายประการด้วยกัน ซึ่งสาเหตุหลักๆ มักเกิดจากสิ่งกระตุ้นที่เข้าไปในจมูก โดยสาเหตุหลักๆ ที่พบได้บ่อย ได้แก่:

  1. สารก่อภูมิแพ้: เช่น ฝุ่นละออง ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ ขนสัตว์เลี้ยง เป็นต้น เมื่อสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่จมูก ร่างกายจะหลั่งสารฮิสตามีนออกมา ทำให้เกิดอาการคัน คัดจมูก น้ำมูกไหล และจาม
  2. การติดเชื้อไวรัส: เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น ไวรัสเหล่านี้สามารถทำให้เกิดการระคายเคืองในจมูกและทำให้จามได้
  3. อากาศที่ระคายเคือง: เช่น ควันบุหรี่ ควันรถยนต์ น้ำหอมฉุน สเปรย์ต่างๆ อากาศเย็น เป็นต้น สิ่งเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้เยื่อบุจมูกเกิดการระคายเคืองและทำให้จามได้
  4. สิ่งแปลกปลอม: เช่น ฝุ่นผง แมลง เป็นต้น เมื่อสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในจมูก ร่างกายจะพยายามขับสิ่งแปลกปลอมนั้นออกโดยการจาม
  5. แสงแดดจ้า: แสงแดดจ้าเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่พบได้บ่อย โดยประมาณ 25% ของประชากรโลกมีอาการจามเมื่อสัมผัสกับแสงแดดจ้า ซึ่งเป็นภาวะที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม แม้ว่ายังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อกันว่าเกี่ยวข้องกับระบบประสาทที่ควบคุมการจาม

กลไกการเกิดอาการจาม

เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมหรือสิ่งระตุ้นเข้าสู่จมูก เยื่อบุจมูกจะส่งสัญญาณประสาทไปยังสมองส่วนที่เรียกว่า “ศูนย์ควบคุมการจาม” ซึ่งตั้งอยู่ที่บริเวณก้านสมอง จากนั้นสมองจะสั่งการให้กล้ามเนื้อหลายส่วนในร่างกายทำงานประสานกันอย่างรวดเร็ว ได้แก่:

  • กล้ามเนื้อหน้าอก หดตัวอย่างแรง เพื่อเพิ่มแรงดันอากาศภายในปอด
  • กล้ามเนื้อคอ หดตัว เพื่อเปิดทางเดินหายใจ
  • กล้ามเนื้อลิ้น ดันเพดานปากขึ้น เพื่อปิดทางเดินหายใจส่วนบน
  • กล้ามเนื้อหูชั้นกลาง หดตัว เพื่อปรับความแรงดันอากาศในหู

จากนั้น แรงดันอากาศภายในปอดจะถูกปล่อยออกมาอย่างรวดเร็ว ผ่านทางจมูกและปาก พร้อมกับละอองฝอยขนาดเล็กจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งน้ำมูก เชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ที่ร่างกายต้องการกำจัดออกไป

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการจาม

มีหลายความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการจาม ตัวอย่างเช่น:

ความเชื่อ ข้อเท็จจริง
การจามทำให้หัวใจหยุดเต้นชั่วขณะ ไม่จริง การจามเพียงแค่ทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเท่านั้น
การกลั้นจามเป็นอันตราย จริง การกลั้นจามบ่อยๆ หรือกลั้นจามอย่างรุนแรง อาจทำให้เกิดอันตรายได้ เช่น เส้นเลือดฝอยในตาแตก แก้วหูทะลุ หรือร้ายแรงถึงขั้นหลอดเลือดสมองแตกได้
การจามเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรง ไม่เสมอไป ส่วนใหญ่การจามมักเกิดจากสาเหตุทั่วๆ ไป เช่น ภูมิแพ้ หรือหวัด แต่หากมีอาการจามเรื้อรัง หรือจาม kèm กับอาการผิดปกติอื่นๆ ควรไปพบแพทย์

ข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับการจาม

  • ความเร็วของอากาศที่พุ่งออกมาจากการจาม สามารถสูงถึง 100 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
  • ละอองฝอยจากการจาม สามารถลอยไปไกลได้ถึง 26 ฟุต หรือ 8 เมตร
  • สถิติโลก การจามต่อเนื่องนานที่สุด คือ 978 วัน โดย Donna Griffiths จาก England เริ่มจามตั้งแต่ 13 มกราคม 1981 ถึง 16 กันยายน 1983

การป้องกันและดูแลตัวเอง

การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ และหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้จาม สามารถช่วยลดโอกาสในการเกิดอาการจามได้ นอกจากนี้ การล้างมือบ่อยๆ และปิดปากปิดจมูกเมื่อจาม ด้วยข้อศอกหรือทิชชู จะช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม หากมีอาการจามเรื้อรัง หรือจาม kèm กับอาการผิดปกติอื่นๆ ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุและรับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

#จาม #สุขภาพ #ภูมิแพ้ #ไข้หวัด

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers

การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การผสมผสานระหว่างอัลกอริธึมแบบดั้งเดิมอย่าง Decision Tree กับโมเดล Transformer ที่ทันสมัยกำลังเป็นที่สนใจอย่างมาก บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า Decision Tree Algorithm ทำงานอย่างไร และการนำ Transformer มาใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของอัลกอริธึมนี้สามารถสร้างผลลัพธ์ที่น่าทึ่งได้อย่างไร Decision Tree Algorithm คืออะไร? Decision Tree เป็นอัลกอริธึมการเรียนรู้ของเครื่องที่ใช้สำหรับการจำแนกประเภท (Classification) และการทำนาย (Regression) โดยอาศัยโครงสร้างแบบต้นไม้ (Tree Structure) ที่ประกอบด้วยโหนด (Node) และเส้นเชื่อม (Edge) แต่ละโหนดจะแทนคุณลักษณะ (Feature) ของข้อมูล และเส้นเชื่อมจะแทนการตัดสินใจที่นำไปสู่โหนดถัดไป ตัวอย่างเช่น หากเราต้องการจำแนกประเภทผลไม้ เราอาจเริ่มต้นด้วยโหนดแรกที่ถามว่า "ผลไม้มีสีแดงหรือไม่?" หากคำต...

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม?

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? ในสังคมไทย การแสดงออกทางกายภาพเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่น ซึ่งมักจะมีข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หนึ่งในข้อห้ามที่พบเห็นได้บ่อยคือการลูบศีรษะผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า ศีรษะเป็นส่วนที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรให้ใครมาลูบเล่นโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปสำรวจเบื้องลึกของความเชื่อนี้ พร้อมทั้งอธิบายถึงที่มาที่ไป และเหตุผลประกอบต่างๆ ศีรษะ: ส่วนที่สูงส่งตามความเชื่อแบบพุทธศาสนา อิทธิพลของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยนั้นฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และได้หล่อหลอมแนวคิด ค่านิยม รวมถึงมารยาททางสังคมต่างๆ ของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในความเชื่อที่สืบทอดมาจากพุทธศาสนาคือการยกย่องให้ "ศีรษะ" เป็นส่วนที่สูงส่งที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่น และเป็นที่ตั้งของ "ม Crown Chakra" ซึ่งในทางจิตวิญญาณเชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของพลังงานบวกและสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ ...

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...