ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

สงครามอ่าวเปอร์เซีย: มหากาพย์ทะเลทรายที่พลิกโฉมตะวันออกกลาง

สงครามอ่าวเปอร์เซีย: มหากาพย์ทะเลทรายที่พลิกโฉมตะวันออกกลาง

สงครามอ่าวเปอร์เซีย: มหากาพย์ทะเลทรายที่พลิกโฉมตะวันออกกลาง

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2533 โลกได้รู้จักกับเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนความมั่นคงของภูมิภาคตะวันออกกลาง นั่นคือ "สงครามอ่าวเปอร์เซีย" หรือที่รู้จักกันในชื่อ "สงครามอ่าวครั้งที่หนึ่ง" ความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปะทะกันทางทหาร แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ฉายภาพภูมิรัฐศาสตร์ของตะวันออกกลางให้เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

จุดเริ่มต้นของพายุทราย

ต้นตอของสงครามอ่าวเปอร์เซีย เกิดจากการรุกรานของกองทัพอิรัก นำโดย "ซัดดัม ฮุสเซน" บุกยึดครองประเทศเพื่อนบ้านอย่าง "คูเวต" ในวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2533 โดยอ้างเหตุผลเรื่องข้อพิพาทเกี่ยวกับดินแดนและทรัพยากรน้ำมัน เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตะลึงให้กับนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "สหรัฐอเมริกา" ที่มองว่าเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของตะวันออกกลางและผลประโยชน์ด้านพลังงานของชาติตะวันตก

กองกำลังพันธมิตร เสียงเรียกร้องจากนานาชาติ

การรุกรานของอิรักนำไปสู่การประณามจากองค์การสหประชาชาติและการรวมตัวของ 35 ชาติ นำโดยสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งเป็น "กองกำลังผสมนานาชาติ" เพื่อกดดันให้อิรักถอนทัพออกจากคูเวต สหประชาชาติได้กำหนดเส้นตายให้กองทัพอิรักถอนกำลังภายในวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2534 แต่ซัดดัม ฮุสเซน ยังคงยืนกรานที่จะไม่ถอนกำลัง สงครามจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

สมรภูมิเดือด ปฏิบัติการพายุทะเลทราย

วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2534 กองกำลังผสมนานาชาติ นำโดยสหรัฐอเมริกา เริ่มต้นปฏิบัติการโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงต่อเป้าหมายทางทหารของอิรักในชื่อ "ปฏิบัติการพายุทะเลทราย (Operation Desert Storm)" การโจมตีทางอากาศดำเนินไปอย่างต่อเนื่องนานกว่า 5 สัปดาห์ โดยมุ่งทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศ ศูนย์บัญชาการ และกองกำลังทหารของอิรัก

F-15E Strike Eagle dropping bombs on Iraqi targets

ภาพ: เครื่องบินขับไล่ F-15E Strike Eagle ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ กำลังทิ้งระเบิดโจมตีเป้าหมายในอิรัก

ในขณะเดียวกัน กองทัพอิรักภายใต้การนำของซัดดัม ฮุสเซน ได้ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธ Scud เข้าใส่ประเทศอิสราเอลและซาอุดิอาระเบีย เพื่อหวังลดทอนความชอบธรรมในการทำสงครามของกองกำลังผสมนานาชาติ

ชัยชนะของกองกำลังพันธมิตร

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 กองกำลังผสมนานาชาติเริ่มต้นปฏิบัติการโจมตีทางบกเข้าสู่คูเวตและอิรัก การรุกคืบของกองกำลังผสมนานาชาติเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยใช้เวลาเพียง 100 ชั่วโมง ก็สามารถยึดครองกรุงคูเวตได้สำเร็จ และประกาศยุติการสู้รบในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534

ผลพวงจากสงคราม

สงครามอ่าวเปอร์เซีย ยุติลงด้วยชัยชนะของกองกำลังผสมนานาชาติ แต่ทิ้งร่องรอยบาดแผลไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ความขัดแย้งทางการเมืองที่ฝังรากลึก และปัญหามนุษยธรรม สงครามครั้งนี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสหรัฐอเมริกา

Fun Fact: ทราบหรือไม่ว่า ระหว่างสงครามอ่าวเปอร์เซีย กองทัพอิรักได้จุดไฟเผาน้ำมันในบ่อน้ำมันกว่า 700 บ่อในคูเวต เพื่อสร้างม่านควันขัดขวางการโจมตีทางอากาศของกองกำลังพันธมิตร เพลิงไหม้นี้กินเวลานานกว่า 9 เดือน ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศอย่างรุนแรง

ตารางแสดงกำลังทหารของคู่ขัดแย้ง

ฝ่าย กำลังพล รถถัง เครื่องบินรบ
อิรัก 955,000 4,280 700
กองกำลังผสมนานาชาติ 697,000 3,700 2,430

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

#สงครามอ่าวเปอร์เซีย #ตะวันออกกลาง #ซัดดัมฮุสเซน #ประวัติศาสตร์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers

การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การผสมผสานระหว่างอัลกอริธึมแบบดั้งเดิมอย่าง Decision Tree กับโมเดล Transformer ที่ทันสมัยกำลังเป็นที่สนใจอย่างมาก บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า Decision Tree Algorithm ทำงานอย่างไร และการนำ Transformer มาใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของอัลกอริธึมนี้สามารถสร้างผลลัพธ์ที่น่าทึ่งได้อย่างไร Decision Tree Algorithm คืออะไร? Decision Tree เป็นอัลกอริธึมการเรียนรู้ของเครื่องที่ใช้สำหรับการจำแนกประเภท (Classification) และการทำนาย (Regression) โดยอาศัยโครงสร้างแบบต้นไม้ (Tree Structure) ที่ประกอบด้วยโหนด (Node) และเส้นเชื่อม (Edge) แต่ละโหนดจะแทนคุณลักษณะ (Feature) ของข้อมูล และเส้นเชื่อมจะแทนการตัดสินใจที่นำไปสู่โหนดถัดไป ตัวอย่างเช่น หากเราต้องการจำแนกประเภทผลไม้ เราอาจเริ่มต้นด้วยโหนดแรกที่ถามว่า "ผลไม้มีสีแดงหรือไม่?" หากคำต...

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม?

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? ในสังคมไทย การแสดงออกทางกายภาพเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่น ซึ่งมักจะมีข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หนึ่งในข้อห้ามที่พบเห็นได้บ่อยคือการลูบศีรษะผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า ศีรษะเป็นส่วนที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรให้ใครมาลูบเล่นโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปสำรวจเบื้องลึกของความเชื่อนี้ พร้อมทั้งอธิบายถึงที่มาที่ไป และเหตุผลประกอบต่างๆ ศีรษะ: ส่วนที่สูงส่งตามความเชื่อแบบพุทธศาสนา อิทธิพลของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยนั้นฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และได้หล่อหลอมแนวคิด ค่านิยม รวมถึงมารยาททางสังคมต่างๆ ของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในความเชื่อที่สืบทอดมาจากพุทธศาสนาคือการยกย่องให้ "ศีรษะ" เป็นส่วนที่สูงส่งที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่น และเป็นที่ตั้งของ "ม Crown Chakra" ซึ่งในทางจิตวิญญาณเชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของพลังงานบวกและสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ ...

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...