ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเรียกร้องให้โค้กยุติการเป็นผู้สนับสนุนโอลิมปิก

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเรียกร้องให้โค้กยุติการเป็นผู้สนับสนุนโอลิมปิก

มหกรรมกีฬาโอลิมปิก มักถูกขนานนามว่าเป็น “มหกรรมแห่งความยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติ” ซึ่งเป็นเวทีที่นักกีฬาจากทั่วทุกมุมโลกต่างมุ่งหวังที่จะมาประชันฝีมือ แสดงความสามารถ และชิงชัยเหรียญรางวัลอันทรงเกียรติ ท่ามกลางสายตาผู้คนนับล้าน ทั่วโลก เบื้องหลังความยิ่งใหญ่ของมหกรรมกีฬาโอลิมปิกนั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การสนับสนุนจากภาคเอกชนนับเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันให้การจัดงานเป็นไปอย่างราบรื่น และประสบความสำเร็จอย่างงดงาม หนึ่งในผู้สนับสนุนหลักที่อยู่คู่กับกีฬาโอลิมปิกมายาวนานกว่า 9 ทศวรรษ คงหนีไม่พ้น “โค้ก” บริษัทเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่ระดับโลก อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์อันยาวนานนี้ กำลังถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขทั่วโลก ที่เป็นกังวลถึงผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กและเยาวชน

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า เครื่องดื่มน้ำตาลสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นำไปสู่ปัญหาสุขภาพมากมาย อาทิ โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคมะเร็งบางชนิด ยิ่งไปกว่านั้น ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ชื่อดัง The Lancet พบว่า การบริโภคเครื่องดื่มน้ำตาลสูงในปริมาณมาก ส่งผลเสียต่อสุขภาพของเด็ก ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่งผลต่อพัฒนาการทางสมอง และเพิ่มความเสี่ยงต่อพฤติกรรมก้าวร้าวในเด็ก

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขมองว่า การที่โค้กยังคงเป็นผู้สนับสนุนหลักของโอลิมปิก ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ขัดแย้ง เพราะในขณะที่โอลิมปิกมุ่งส่งเสริมให้คนทั่วโลกเห็นถึงความสำคัญของการมีสุขภาพแข็งแรง และมีวิถีชีวิตที่แอคทีฟ แต่โค้กกลับเป็นบริษัทที่ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ยิ่งไปกว่านั้น กลยุทธ์ทางการตลาดของโค้กที่มักใช้ “กีฬา” เป็นเครื่องมือในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ (Sportswashing) ยิ่งทำให้ผู้บริโภค เกิดความสับสน และเข้าใจผิดว่าผลิตภัณฑ์ของโค้กส่งผลดีต่อสุขภาพ

ข้อมูลที่น่าสนใจ

  • โค้กเป็นผู้สนับสนุนโอลิมปิกมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี ค.ศ. 1928
  • โค้กใช้เงินมหาศาลในการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ในช่วงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก
  • โค้กมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมต่างๆ ในช่วงโอลิมปิก เช่น การจัดคอนเสิร์ต การแจกสินค้า และการเปิดบูธกิจกรรม

ข้อเรียกร้องของผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข ไม่ได้ต้องการให้โค้กยุติบทบาทในการเป็นผู้สนับสนุนโอลิมปิกไปเสียทีเดียว แต่ต้องการให้โค้ก แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม โดยการลดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม และให้ความสำคัญกับการโฆษณาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงสนับสนุนให้ผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน เลือกบริโภคเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

ตารางเปรียบเทียบปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม

เครื่องดื่ม ปริมาณน้ำตาล (กรัม/100 มิลลิลิตร)
โค้ก 10.6
น้ำส้ม 100% 10-12
นมจืดพรามิลค์ 1% 5
น้ำน้ำผึ้งผสมมะนาว (สูตรหวานน้อย) 5-7

แม้ว่าการยุติความสัมพันธ์ระหว่างโค้กกับโอลิมปิก อาจไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจส่งผลกระทบต่อการจัดงานในอนาคต แต่เพื่อสุขภาพของคนทั่วโลก และเพื่ออนาคตของเด็กและเยาวชน ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเชื่อว่า การสนับสนุนจากภาคเอกชน ควรมาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสังคม และการคำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคเป็นสำคัญ

#สุขภาพ #โอลิมปิก

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม?

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? ในสังคมไทย การแสดงออกทางกายภาพเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่น ซึ่งมักจะมีข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หนึ่งในข้อห้ามที่พบเห็นได้บ่อยคือการลูบศีรษะผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า ศีรษะเป็นส่วนที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรให้ใครมาลูบเล่นโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปสำรวจเบื้องลึกของความเชื่อนี้ พร้อมทั้งอธิบายถึงที่มาที่ไป และเหตุผลประกอบต่างๆ ศีรษะ: ส่วนที่สูงส่งตามความเชื่อแบบพุทธศาสนา อิทธิพลของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยนั้นฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และได้หล่อหลอมแนวคิด ค่านิยม รวมถึงมารยาททางสังคมต่างๆ ของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในความเชื่อที่สืบทอดมาจากพุทธศาสนาคือการยกย่องให้ "ศีรษะ" เป็นส่วนที่สูงส่งที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่น และเป็นที่ตั้งของ "ม Crown Chakra" ซึ่งในทางจิตวิญญาณเชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของพลังงานบวกและสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ ...

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม 5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม ในสังคมที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคมเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม บทความนี้นำเสนอ 5 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณก้าวสู่การเป็นบุคคลที่มีคุณภาพและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกใบนี้ 1. ฝึกฝนการเป็นผู้ฟังที่ดี การฟังอย่างตั้งใจเป็นรากฐานสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า คนที่ฝึกฝนการฟังอย่างตั้งใจจะมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้นำที่ดีกว่า มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า เมื่อคุณฟังผู้อื่นอย่างตั้งใจ คุณจะสามารถเข้าใจมุมมอง ความคิด และความรู้สึกของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้ง สร้างความเข้าใจ และเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น 2. เสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) คือ ความสามารถในการรับรู้ เข้าใจ จัดการ และแสดงออกทางอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม งานวิจัยมากม...