ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เรื่องจริงหรือมั่ว? เส้นผมของคนเรารับน้ำหนักได้ถึง 12 ตัน

เรื่องจริงหรือมั่ว? เส้นผมของคนเรารับน้ำหนักได้ถึง 12 ตัน

เรื่องจริงหรือมั่ว? เส้นผมของคนเรารับน้ำหนักได้ถึง 12 ตัน

คุณเคยได้ยินเรื่องเล่าที่ว่า เส้นผมของคนเรามีความแข็งแรงมาก สามารถรับน้ำหนักได้มหาศาล หรือแม้กระทั่งเทียบเท่ากับน้ำหนักของช้างได้เลยทีเดียว? ฟังดูเหลือเชื่อใช่ไหมล่ะ บทความนี้จะพาคุณไปพิสูจน์ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์เบื้องหลังเรื่องเล่าสุดทึ่งนี้กัน

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า เส้นผมของคนเราประกอบไปด้วยโปรตีนที่เรียกว่า “เคราติน” ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดเดียวกันกับที่พบในเล็บและผิวหนัง โครงสร้างของเส้นผมประกอบด้วยชั้นต่าง ๆ ได้แก่ ชั้น Cuticle (ชั้นนอกสุด), ชั้น Cortex (ชั้นกลาง) และชั้น Medulla (ชั้นในสุด) โดยชั้น Cortex เป็นชั้นที่ให้ความแข็งแรงและยืดหยุ่นแก่เส้นผม

จากการศึกษาพบว่า เส้นผมของคนเรามีความทนทานต่อแรงดึงได้ในระดับหนึ่ง โดยเส้นผมเส้นเดียวสามารถรับน้ำหนักได้ประมาณ 100-200 กรัม ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความหนาของเส้นผม สภาพเส้นผม และพันธุกรรม ซึ่งหากเทียบกับเส้นใยชนิดอื่น ๆ ถือว่าเส้นผมมีความแข็งแรงมากทีเดียว ตัวอย่างเช่น เส้นผมมีความแข็งแรงใกล้เคียงกับเส้นใยไนลอน และแข็งแรงกว่าเส้นใยทองแดงถึงสองเท่า

แล้วเรื่องเล่าที่ว่าเส้นผมรับน้ำหนักได้ถึง 12 ตันล่ะ จริงเท็จแค่ไหน? คำตอบคือ ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงการเปรียบเทียบแบบเกินจริง โดยอ้างอิงจากการคำนวณจำนวนเส้นผมบนหนังศีรษะของคนโดยเฉลี่ย ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 100,000 เส้น และสมมติว่าเส้นผมทุกเส้นสามารถรับน้ำหนักได้สูงสุด 120 กรัมเท่ากันหมด เมื่อนำมาคูณกันจะได้ตัวเลข 12,000,000 กรัม หรือเท่ากับ 12 ตัน นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้ว เส้นผมแต่ละเส้นไม่ได้แข็งแรงเท่ากัน และการกระจายน้ำหนักบนหนังศีรษะก็ไม่สม่ำเสมอกัน นอกจากนี้ เส้นผมยังมีความยืดหยุ่นสูง ซึ่งหมายความว่าเส้นผมสามารถยืดออกได้ก่อนที่จะขาด ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้การคำนวณแบบง่าย ๆ ดังกล่าว ไม่สามารถสะท้อนถึงความแข็งแรงที่แท้จริงของเส้นผมได้

ถึงแม้ว่าเส้นผมของคนเราจะไม่สามารถรับน้ำหนักได้มากถึง 12 ตันอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเส้นผมเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่มีความแข็งแรงทนทานเป็นอย่างมาก

#เส้นผม #ความแข็งแรง #วิทยาศาสตร์ #เรื่องจริงหรือมั่ว

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม?

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? ในสังคมไทย การแสดงออกทางกายภาพเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่น ซึ่งมักจะมีข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หนึ่งในข้อห้ามที่พบเห็นได้บ่อยคือการลูบศีรษะผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า ศีรษะเป็นส่วนที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรให้ใครมาลูบเล่นโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปสำรวจเบื้องลึกของความเชื่อนี้ พร้อมทั้งอธิบายถึงที่มาที่ไป และเหตุผลประกอบต่างๆ ศีรษะ: ส่วนที่สูงส่งตามความเชื่อแบบพุทธศาสนา อิทธิพลของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยนั้นฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และได้หล่อหลอมแนวคิด ค่านิยม รวมถึงมารยาททางสังคมต่างๆ ของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในความเชื่อที่สืบทอดมาจากพุทธศาสนาคือการยกย่องให้ "ศีรษะ" เป็นส่วนที่สูงส่งที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่น และเป็นที่ตั้งของ "ม Crown Chakra" ซึ่งในทางจิตวิญญาณเชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของพลังงานบวกและสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ ...

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม 5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม ในสังคมที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคมเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม บทความนี้นำเสนอ 5 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณก้าวสู่การเป็นบุคคลที่มีคุณภาพและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกใบนี้ 1. ฝึกฝนการเป็นผู้ฟังที่ดี การฟังอย่างตั้งใจเป็นรากฐานสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า คนที่ฝึกฝนการฟังอย่างตั้งใจจะมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้นำที่ดีกว่า มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า เมื่อคุณฟังผู้อื่นอย่างตั้งใจ คุณจะสามารถเข้าใจมุมมอง ความคิด และความรู้สึกของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้ง สร้างความเข้าใจ และเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น 2. เสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) คือ ความสามารถในการรับรู้ เข้าใจ จัดการ และแสดงออกทางอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม งานวิจัยมากม...