ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

The Monster Study: บาดแผลแห่งคำพูด

The Monster Study: บาดแผลแห่งคำพูด

The Monster Study: บาดแผลแห่งคำพูด

ในปี ค.ศ. 1939 ณ มหาวิทยาลัยไอโอวาสเตต สหรัฐอเมริกา ได้เกิดการทดลองทางด้านจิตวิทยาที่สร้างความสะเทือนใจและจุดประกายให้เกิดคำถามด้านจริยธรรมในการวิจัย การทดลองนี้มีชื่อว่า "The Monster Study" เป็นการศึกษาผลกระทบของการพูดเชิงบวกและเชิงลบต่อพัฒนาการทางด้านภาษาของเด็กกำพร้า นำโดย Wendell Johnson ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา และดำเนินการโดย Mary Tudor นักศึกษาปริญญาโท

การทดลองนี้มีเด็กกำพร้าจำนวน 22 คน เข้าร่วม โดยแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกได้รับการพูดให้กำลังใจ ชมเชย และแก้ไขข้อผิดพลาดทางการพูดอย่างเหมาะสม ในขณะที่กลุ่มที่สองกลับได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง พวกเขาถูกตำหนิ ถูกวิจารณ์ และถูกตราหน้าว่าเป็นเด็กพูดติดอ่าง แม้ว่าพวกเขาจะพูดได้อย่างคล่องแคล่วก็ตาม

ผลลัพธ์ที่น่าตกใจและบาดแผลที่ฝังลึก

ผลลัพธ์ของการทดลองนี้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่ววงการ เด็กกลุ่มที่สองซึ่งได้รับการปฏิบัติเชิงลบ เริ่มแสดงอาการวิตกกังวล ไม่มั่นใจในการพูด และบางรายเริ่มมีปัญหาในการพูดติดอ่างจริงๆ ผลกระทบทางลบนี้ไม่ได้หายไปแม้เวลาจะผ่านไป หลายคนในกลุ่มนี้ต้องเผชิญกับปัญหาทางด้านการพูดและจิตใจไปตลอดชีวิต

การทดลองนี้ถูกเก็บเป็นความลับมานานหลายทศวรรษ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1990 ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดของการทดลองนี้สู่สาธารณะ สร้างความตื่นตะลึงและเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ถึงความไม่เหมาะสมทางจริยธรรมในการใช้มนุษย์เป็นเครื่องมือในการทดลอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กที่เปราะบาง

บทเรียนจาก The Monster Study

แม้ The Monster Study จะเป็นบทเรียนอันแสนเจ็บปวดที่สะท้อนให้เห็นถึงด้านมืดของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจสำคัญถึงความสำคัญของหลักจริยธรรมในการวิจัย

  • ความยินยอมของผู้เข้าร่วม: ผู้เข้าร่วมการทดลองทุกคนต้องได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนและยินยอมเข้าร่วมด้วยความสมัครใจ
  • ความปลอดภัยของผู้เข้าร่วม: ความปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจของผู้เข้าร่วมต้องมาก่อนผลลัพธ์ของการวิจัย
  • การรักษาความลับ: ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เข้าร่วมต้องถูกเก็บเป็นความลับ
  • การตรวจสอบโดยคณะกรรมการ: ทุกการวิจัยต้องได้รับการตรวจสอบและอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมก่อนดำเนินการ

The Monster Study ยังช่วยตอกย้ำถึงอิทธิพลของภาษาและคำพูดที่มีต่อพัฒนาการของเด็ก การใช้คำพูดเชิงบวก การให้กำลังใจ และการชื่นชม ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและพัฒนาการทางด้านภาษาของเด็ก ในทางตรงกันข้าม คำพูดเชิงลบ การดูถูกเหยียดหยาม และการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ล้วนส่งผลกระทบทางลบต่อจิตใจและพัฒนาการทางด้านภาษาของเด็กอย่างร้ายแรง

ข้อมูลเพิ่มเติม

  • การทดลองนี้ได้ถูกตีพิมพ์ในวารสารวิชาการภายใต้ชื่อ "The Tudor Study" ในปี ค.ศ. 1939
  • ในปี ค.ศ. 2001 มหาวิทยาลัยไอโอวาสเตตได้ออกแถลงการณ์ขอโทษอย่างเป็นทางการต่อสาธารณชนสำหรับการทดลองนี้
  • ในปี ค.ศ. 2007 รัฐไอโอวาได้อนุมัติเงินชดเชยจำนวน 925,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้กับผู้เข้าร่วมการทดลองที่ยังมีชีวิตอยู่ 6 คน

ปี เหตุการณ์
1939 เริ่มต้นการทดลอง The Monster Study
1939 ตีพิมพ์ผลการทดลองในชื่อ The Tudor Study
1990 เปิดเผยรายละเอียด The Monster Study สู่สาธารณะ
2001 มหาวิทยาลัยไอโอวาสเตตออกแถลงการณ์ขอโทษ
2007 รัฐไอโอวาจ่ายเงินชดเชยแก่เหยื่อ

*ข้อมูลในตารางนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเหตุการณ์สำคัญเท่านั้น

#TheMonsterStudy #จิตวิทยา #จริยธรรมการวิจัย #พัฒนาการเด็ก

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers

การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การผสมผสานระหว่างอัลกอริธึมแบบดั้งเดิมอย่าง Decision Tree กับโมเดล Transformer ที่ทันสมัยกำลังเป็นที่สนใจอย่างมาก บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า Decision Tree Algorithm ทำงานอย่างไร และการนำ Transformer มาใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของอัลกอริธึมนี้สามารถสร้างผลลัพธ์ที่น่าทึ่งได้อย่างไร Decision Tree Algorithm คืออะไร? Decision Tree เป็นอัลกอริธึมการเรียนรู้ของเครื่องที่ใช้สำหรับการจำแนกประเภท (Classification) และการทำนาย (Regression) โดยอาศัยโครงสร้างแบบต้นไม้ (Tree Structure) ที่ประกอบด้วยโหนด (Node) และเส้นเชื่อม (Edge) แต่ละโหนดจะแทนคุณลักษณะ (Feature) ของข้อมูล และเส้นเชื่อมจะแทนการตัดสินใจที่นำไปสู่โหนดถัดไป ตัวอย่างเช่น หากเราต้องการจำแนกประเภทผลไม้ เราอาจเริ่มต้นด้วยโหนดแรกที่ถามว่า "ผลไม้มีสีแดงหรือไม่?" หากคำต...

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม?

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? ในสังคมไทย การแสดงออกทางกายภาพเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่น ซึ่งมักจะมีข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หนึ่งในข้อห้ามที่พบเห็นได้บ่อยคือการลูบศีรษะผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า ศีรษะเป็นส่วนที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรให้ใครมาลูบเล่นโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปสำรวจเบื้องลึกของความเชื่อนี้ พร้อมทั้งอธิบายถึงที่มาที่ไป และเหตุผลประกอบต่างๆ ศีรษะ: ส่วนที่สูงส่งตามความเชื่อแบบพุทธศาสนา อิทธิพลของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยนั้นฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และได้หล่อหลอมแนวคิด ค่านิยม รวมถึงมารยาททางสังคมต่างๆ ของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในความเชื่อที่สืบทอดมาจากพุทธศาสนาคือการยกย่องให้ "ศีรษะ" เป็นส่วนที่สูงส่งที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่น และเป็นที่ตั้งของ "ม Crown Chakra" ซึ่งในทางจิตวิญญาณเชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของพลังงานบวกและสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ ...

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...