ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

โรคคางทูม: สาเหตุ อาการ การรักษา และการป้องกัน

โรคคางทูม: สาเหตุ อาการ การรักษา และการป้องกัน

โรคคางทูม: สาเหตุ อาการ การรักษา และการป้องกัน

โรคคางทูม หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “โรค паротит” เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยในเด็ก เกิดจากเชื้อไวรัส Paramyxovirus ซึ่งแพร่กระจายผ่านทางละอองฝอยจากการไอหรือจามของผู้ป่วย บทความนี้จะกล่าวถึงสาเหตุ อาการ วิธีการรักษา และวิธีป้องกันโรคคางทูมอย่างละเอียด

สาเหตุของโรคคางทูม

โรคคางทูม เกิดจากเชื้อไวรัส Paramyxovirus ซึ่งเป็นไวรัสชนิด RNA มีความไวต่อความร้อนและสารฆ่าเชื้อทั่วไป เชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถติดต่อได้ง่าย ผ่านทางการสัมผัสกับสารคัดหลั่งจากจมูกและลำคอของผู้ติดเชื้อ เช่น น้ำลาย น้ำมูก หรือเสมหะ

อาการของโรคคางทูม

อาการของโรคคางทูม มักจะปรากฏขึ้นหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 2-3 สัปดาห์ โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่:

  1. มีไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
  2. ต่อมน้ำลายบริเวณข้างแก้มบวมโต โดยเฉพาะต่อม Parotid gland ทำให้เห็นเป็นลักษณะแก้มบวม
  3. ปวดบริเวณแก้ม คาง และใบหู โดยเฉพาะเวลาเคี้ยวอาหารหรือพูดคุย
  4. อาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น คอแห้ง เจ็บคอ และกลืนลำบาก

ในบางราย โรคคางทูมอาจไม่แสดงอาการใด ๆ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ และสามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้

การรักษาโรคคางทูม

ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคคางทูมโดยเฉพาะ การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการ เช่น การรับประทานยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้ ยาแก้ปวด เช็ดตัวลดไข้ ดื่มน้ำมากๆ รับประทานอาหารอ่อน ๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ

ภาวะแทรกซ้อน

แม้ว่าโรคคางทูมส่วนใหญ่มักจะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ในบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ เช่น

ภาวะแทรกซ้อน รายละเอียด
เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ทำให้มีไข้สูง ปวดศีรษะ คอแข็ง อาเจียน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้เสียชีวิตได้
อัณฑะอักเสบ ทำให้มีอาการอัณฑะบวมแดง ปวดบริเวณอัณฑะ มีไข้ ในบางรายอาจส่งผลต่อการมีบุตรได้
รังไข่อักเสบ ทำให้มีอาการปวดท้องน้อย มีไข้ ในบางรายอาจส่งผลต่อการมีบุตรได้
ตับอ่อนอักเสบ ทำให้มีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน

การป้องกันโรคคางทูม

วิธีการป้องกันโรคคางทูมที่ดีที่สุด คือ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคคางทูม ซึ่งเป็นวัคซีนรวม ป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน (MMR) โดยทั่วไปจะฉีดให้กับเด็ก 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่ออายุ 1 ปี และครั้งที่สองเมื่ออายุ 2 ปี 6 เดือน

นอกจากการฉีดวัคซีนแล้ว ยังสามารถป้องกันโรคคางทูมได้โดย:

  • ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วย หรือผู้ที่สงสัยว่าป่วย
  • ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ จาน ช้อน ส้อม ผ้าเช็ดหน้า
  • รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลให้ดี ปิดปาก ปิดจมูก เวลาไอหรือจาม
  • ทำความสะอาดบ้านเรือน และบริเวณที่อยู่อาศัยให้สะอาดอยู่เสมอ

แม้ว่าโรคคางทูมจะเป็นโรคที่พบได้บ่อยในเด็ก แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ใหญ่เช่นกัน ดังนั้น การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ การป้องกันตัวเองจากโรคติดเชื้อ และการไปพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

#คางทูม #สุขภาพ #โรคติดเชื้อ #วัคซีน

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม?

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? ในสังคมไทย การแสดงออกทางกายภาพเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่น ซึ่งมักจะมีข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หนึ่งในข้อห้ามที่พบเห็นได้บ่อยคือการลูบศีรษะผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า ศีรษะเป็นส่วนที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรให้ใครมาลูบเล่นโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปสำรวจเบื้องลึกของความเชื่อนี้ พร้อมทั้งอธิบายถึงที่มาที่ไป และเหตุผลประกอบต่างๆ ศีรษะ: ส่วนที่สูงส่งตามความเชื่อแบบพุทธศาสนา อิทธิพลของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยนั้นฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และได้หล่อหลอมแนวคิด ค่านิยม รวมถึงมารยาททางสังคมต่างๆ ของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในความเชื่อที่สืบทอดมาจากพุทธศาสนาคือการยกย่องให้ "ศีรษะ" เป็นส่วนที่สูงส่งที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่น และเป็นที่ตั้งของ "ม Crown Chakra" ซึ่งในทางจิตวิญญาณเชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของพลังงานบวกและสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ ...

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม 5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม ในสังคมที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคมเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม บทความนี้นำเสนอ 5 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณก้าวสู่การเป็นบุคคลที่มีคุณภาพและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกใบนี้ 1. ฝึกฝนการเป็นผู้ฟังที่ดี การฟังอย่างตั้งใจเป็นรากฐานสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า คนที่ฝึกฝนการฟังอย่างตั้งใจจะมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้นำที่ดีกว่า มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า เมื่อคุณฟังผู้อื่นอย่างตั้งใจ คุณจะสามารถเข้าใจมุมมอง ความคิด และความรู้สึกของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้ง สร้างความเข้าใจ และเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น 2. เสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) คือ ความสามารถในการรับรู้ เข้าใจ จัดการ และแสดงออกทางอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม งานวิจัยมากม...