ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

พึ่งรู้ว่าผลไม้ “กล้วย” ช่วยลดความดันโลหิตได้

ใครจะไปรู้ว่าผลไม้ใกล้ตัวอย่าง “กล้วย” ที่หาทานง่าย ราคาไม่แพง แถมยังอร่อยถูกปากคนทุกเพศทุกวัย จะมีส รรพคุณทางโภชนาการที่อัดแน่น ช่วยบำรุงร่างกายได้อย่างมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นภัยเงียบที่กำลังคุกคามสุขภาพของผู้คนทั่วโลกในยุคปัจจุบัน

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า โรคความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตทั่วโลกกว่า 9.4 ล้านคนต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศไทย พบผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงกว่า 10 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจอย่างมาก

แม้ว่าโรคความดันโลหิตสูงจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงการใช้ยาตามที่แพทย์สั่ง

แล้วกล้วย.. ช่วยลดความดันโลหิตได้อย่างไร ?

กล้วยเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิด โดยเฉพาะ “โพแทสเซียม” ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญที่ช่วยในการควบคุมความดันโลหิต โดยโพแทสเซียมจะทำหน้าที่ช่วยในการขับโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกายทางปัสสาวะ เมื่อร่างกายมีระดับโซเดียมลดลง ความดันโลหิตก็จะลดลงตามไปด้วย

นอกจากโพแทสเซียมแล้ว กล้วยยังอุดมไปด้วย “แมกนีเซียม” ซึ่งเป็นแร่ธาตุอีกชนิดหนึ่งที่ช่วยลดความดันโลหิตได้ โดยแมกนีเซียมจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดขยายตัว ส่งผลให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น และความดันโลหิตลดลง

นอกจากนี้ กล้วยยังเป็นแหล่งของ “ใยอาหาร” ซึ่งเป็นสารอาหารที่ร่างกายไม่สามารถย่อยได้ แต่ใยอาหารจะช่วยเพิ่มปริมาณอุจจาระ ทำให้อุจจาระอ่อนนุ่ม ถ่ายสะดวก และยังช่วยดักจับไขมันและคอเลสเตอรอลไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว

งานวิจัยยืนยัน กล้วยดีต่อผู้ป่วยความดันโลหิตสูงจริงหรือ?

มีงานวิจัยมากมายที่ศึกษาถึงประโยชน์ของกล้วยต่อผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โดยงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Archives of Internal Medicine ได้ทำการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงจำนวน 1,269 คน พบว่า การรับประทานกล้วยเป็นประจำทุกวัน วันละ 2 ผล เป็นเวลาติดต่อกัน 4 สัปดาห์ สามารถช่วยลดความดันโลหิตตัวบน (systolic blood pressure) ได้เฉลี่ย 3.2 mmHg และลดความดันโลหิตตัวล่าง (diastolic blood pressure) ได้เฉลี่ย 1.4 mmHg

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่พบว่า การรับประทานกล้วยเป็นประจำ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจขาดเลือด และโรคไตวายเรื้อรังได้อีกด้วย

กล้วย.. กี่แบบ กี่ชนิด เลือกทานแบบไหนดี?

กล้วยเป็นผลไม้ที่มีหลากหลายสายพันธุ์ แต่ละพันธุ์ก็จะมีรสชาติ สีสัน และคุณค่าทางโภชนาการที่แตกต่างกันเล็กน้อย แต่โดยรวมแล้ว กล้วยทุกชนิดล้วนอุดมไปด้วยโพแทสเซียม ใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพทั้งสิ้น

ชื่อพันธุ์กล้วย ลักษณะเด่น ปริมาณโพแทสเซียม (มก./100 กรัม)
กล้วยหอมทอง มีรสชาติหวาน เนื้อนุ่ม เหมาะสำหรับรับประทานสด 362
กล้วยน้ำว้า มีรสชาติหวานอมฝาดเล็กน้อย นิยมรับประทานทั้งดิบและสุก 370
กล้วยไข่ มีขนาดเล็ก รสชาติหวาน เนื้อแน่น นิยมรับประทานสด 422
กล้วยเล็บแม่กลอง มีขนาดเล็ก รสชาติหวาน เนื้อละเอียด นิยมรับประทานสด 520

ที่มา: กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

ข้อควรระวังในการทานกล้วย

แม้ว่ากล้วยจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย แต่ก็ควรเลือกรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม โดยทั่วไปแล้ว แนะนำให้รับประทานกล้วยไม่เกินวันละ 2 ผล เนื่องจากกล้วยมีปริมาณน้ำตาลค่อนข้างสูง การรับประทานมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ เช่น ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุได้

สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ เกี่ยวกับปริมาณการรับประทานกล้วยที่เหมาะสม เนื่องจากกล้วยมีคาร์โบไฮเดรตสูง อาจส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้

นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังก็ควรจำกัดปริมาณการรับประทานโพแทสเซียม ซึ่งรวมถึงการรับประทานกล้วยด้วย เนื่องจากไตไม่สามารถขับโพแทสเซียมออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ การรับประทานโพแทสเซียมมากเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของหัวใจได้

Fun Fact เกี่ยวกับกล้วย

  • รู้หรือไม่ว่า จริงๆ แล้ว กล้วยไม่ได้จัดเป็นผลไม้ แต่จัดเป็น “ผลเบอร์รี่”
  • กล้วยเป็นพืชล้มลุกขนาดใหญ่ ไม่ใช่ต้นไม้
  • กล้วยมีสารที่ช่วยกระตุ้นการผลิต “เซโรโทนิน” ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์ดี ช่วยลดความเครียดได้
  • เปลือกกล้วยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากมาย เช่น ขัดรองหนัง ขัดเฟอร์นิเจอร์ บำรุงต้นไม้ และทำปุ๋ย

#กล้วย #ความดันโลหิต #สุขภาพ #โพแทสเซียม

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม?

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? ในสังคมไทย การแสดงออกทางกายภาพเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่น ซึ่งมักจะมีข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หนึ่งในข้อห้ามที่พบเห็นได้บ่อยคือการลูบศีรษะผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า ศีรษะเป็นส่วนที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรให้ใครมาลูบเล่นโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปสำรวจเบื้องลึกของความเชื่อนี้ พร้อมทั้งอธิบายถึงที่มาที่ไป และเหตุผลประกอบต่างๆ ศีรษะ: ส่วนที่สูงส่งตามความเชื่อแบบพุทธศาสนา อิทธิพลของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยนั้นฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และได้หล่อหลอมแนวคิด ค่านิยม รวมถึงมารยาททางสังคมต่างๆ ของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในความเชื่อที่สืบทอดมาจากพุทธศาสนาคือการยกย่องให้ "ศีรษะ" เป็นส่วนที่สูงส่งที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่น และเป็นที่ตั้งของ "ม Crown Chakra" ซึ่งในทางจิตวิญญาณเชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของพลังงานบวกและสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ ...

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม 5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม ในสังคมที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคมเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม บทความนี้นำเสนอ 5 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณก้าวสู่การเป็นบุคคลที่มีคุณภาพและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกใบนี้ 1. ฝึกฝนการเป็นผู้ฟังที่ดี การฟังอย่างตั้งใจเป็นรากฐานสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า คนที่ฝึกฝนการฟังอย่างตั้งใจจะมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้นำที่ดีกว่า มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า เมื่อคุณฟังผู้อื่นอย่างตั้งใจ คุณจะสามารถเข้าใจมุมมอง ความคิด และความรู้สึกของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้ง สร้างความเข้าใจ และเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น 2. เสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) คือ ความสามารถในการรับรู้ เข้าใจ จัดการ และแสดงออกทางอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม งานวิจัยมากม...