อิรัก ดินแดนสองสายน้ำ อันเป็นที่ตั้งของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย อันรุ่งเรืองในอดีต เป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์จากลุ่มแม่น้ำไทกริสและยูเฟรตีส ทำให้อิรักเป็นจุดกำเนิดของการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ หล่อหลอมให้เกิดเป็นอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่หลายอารยธรรมสืบทอดต่อกันมา ไม่ว่าจะเป็น สุเมเรียน อัคคาเดียน บาบิโลเนียน อัสซีเรียน หรือเปอร์เซีย ต่างก็ทิ้งร่องรอยอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ไว้บนผืนแผ่นดินแห่งนี้
หนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าที่เป็นเครื่องยืนยันถึงความรุ่งเรืองในอดีตของอิรัก คือ ซากปรักหักพังของเมืองนีนะเวห์ เมืองหลวงแห่งสุดท้ายของอาณาจักรอัสซีเรียนใหม่ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำไทกริส ใกล้กับเมืองโมซุลในปัจจุบัน นีนะเวห์ เคยเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกในช่วงศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล ปกครองโดยกษัตริย์ผู้ทรงอำนาจ เช่น พระเจ้าเซนนาเชอริบ และพระเจ้าอัชชูร์บานิปัล ภายในกำแพงเมืองอันยิ่งใหญ่ เต็มไปด้วยพระราชวังอันงดงาม วิหารอันศักดิ์สิทธิ์ ห้องสมุดอันกว้างใหญ่ และสวนลอยแห่งบาบิโลน หนึ่งในเจ็ดสิ่งม wondersาประหลาดของโลกยุคโบราณ
นีนะเวห์ เมืองแห่งอำนาจ ความรู้ และโศกนาฏกรรม
นีนะเวห์ไม่ได้เป็นเพียงเมืองหลวงทางการเมือง แต่ยังเป็นศูนย์กลางทางศาสนา วัฒนธรรม และความรู้ของอาณาจักรอัสซีเรียน
ห้องสมุดหลวงของนีนะเวห์ เป็นแหล่งรวบรวมจารึกอักษรคูนิฟอร์มจำนวนมหาศาล บันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ วรรณกรรม ศาสนา
ดาราศาสตร์ และคณิตศาสตร์ จารึกเหล่านี้เป็นเสมือนหน้าต่างที่เปิดให้เรามองเห็นถึงความรู้ ความเชื่อ
และวิถีชีวิตของชาวเมโสโปเตเมียเมื่อหลายพันปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ความยิ่งใหญ่ของนีนะเวห์ก็ถึงคราวล่มสลาย ในปี 612 ก่อนคริสตกาล กองทัพบาบิโลเนียนและมีเดียนได้ร่วมกันโจมตีและทำลายเมืองนีนะเวห์จนย่อยยับ เมืองที่เคยยิ่งใหญ่กลายเป็นซากปรักหักพัง ถูกทิ้งร้างและถูกลืมเลือนไปนานนับพันปี
การค้นพบ นีนะเวห์ เมืองที่สาบสูญ
ในช่วงศตวรรษที่ 19 นักโบราณคดีชาวตะวันตกได้เริ่มต้นการขุดค้นทางโบราณคดีในบริเวณเมโสโปเตเมีย
และในปี ค.ศ. 1842 ออสติน เฮนรี เลยาร์ด นักโบราณคดีชาวอังกฤษ
ก็ได้ค้นพบซากปรักหักพังของเมืองนีนะเวห์ การค้นพบครั้งนี้สร้างความตื่นตะลึงแก่วงการโบราณคดีโลก
เพราะเป็นการยืนยันถึงการดำรงอยู่จริงของเมืองในตำนาน ที่ปรากฏอยู่ในบันทึกของนักประวัติศาสตร์ชาวกรีก
และในคัมภีร์ไบเบิล
นีนะเวห์ มรดกโลก
ซากปรักหักพังของเมืองนีนะเวห์ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี พ.ศ. 2521
เป็นเครื่องยืนยันถึงคุณค่าอันโดดเด่นเป็นสากล
ในฐานะที่เป็นหลักฐานสำคัญของอารยธรรมอัสซีเรียน และเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับการศึกษาประวัติศาสตร์
ศิลปะ และวัฒนธรรมของเมโสโปเตเมีย
ปัจจุบัน นีนะเวห์และโบราณสถานหลายแห่งในอิรัก กำลังเผชิญกับภัยคุกคาม ทั้งจากสงคราม การปล้นสะดมโบราณวัตถุ และการขาดแคลนงบประมาณในการอนุรักษ์ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากนานาชาติในการช่วยกันปกป้อง เพื่อให้มรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าเหล่านี้ คงอยู่สืบทอดต่อไปยังอนุชนรุ่นหลัง
| ยุคสมัย | เหตุการณ์สำคัญ |
|---|---|
| ราว 3,000 ปีก่อนคริสตกาล | การก่อตั้งเมืองนีนะเวห์ |
| ศตวรรษที่ 9 - 7 ก่อนคริสตกาล | ยุครุ่งเรืองของอาณาจักรอัสซีเรียนใหม่ นีนะเวห์เป็นเมืองหลวง |
| 612 ปีก่อนคริสตกาล | นีนะเวห์ถูกทำลายโดยกองทัพบาบิโลเนียนและมีเดียน |
| ศตวรรษที่ 19 | การขุดค้นทางโบราณคดีที่นีนะเวห์เริ่มขึ้น |
| พ.ศ. 2521 | นีนะเวห์ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก |
Fun Fact
รู้หรือไม่ว่า ห้องสมุดหลวงของนีนะเวห์ มีจารึกดินเหนียวมากกว่า 30,000 ชิ้น
บันทึกเรื่องราวต่างๆ มากมาย รวมถึงมหากาพย์กิลกาเมช
วรรณกรรมชิ้นเอกของเมโสโปเตเมีย
#อิรัก #นีนะเวห์ #โบราณคดี #เมโสโปเตเมีย