ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

โรคไอกรน: ภัยร้ายใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

โรคไอกรน: ภัยร้ายใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

โรคไอกรน: ภัยร้ายใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

โรคไอกรน หรือ Pertussis เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Bordetella pertussis แพร่กระจายผ่านทางละอองฝอยจากการไอหรือจามของผู้ป่วย ถึงแม้โรคนี้จะพบได้บ่อยในเด็กเล็ก แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ โรคไอกรนมักเริ่มต้นด้วยอาการคล้ายหวัดทั่วไป เช่น น้ำมูกไหล ไอ จาม และมีไข้เล็กน้อย หลังจากนั้นอาการไอจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นอาเจียนหรือหายใจติดขัด โดยเฉพาะในเด็กทารก อาจรุนแรงถึงขั้นหยุดหายใจได้

สถิติที่น่าตกใจ

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ในปี 2563 มีผู้ป่วยโรคไอกรนทั่วโลกกว่า 16 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ประมาณ 160,000 คน โดยส่วนใหญ่เป็นเด็กทารกในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งการเข้าถึงวัคซีนยังมีจำกัด

อาการของโรคไอกรน

โดยทั่วไป อาการของโรคไอกรนจะปรากฏขึ้นภายใน 7-10 วัน หลังจากสัมผัสเชื้อ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

  1. ระยะแรก (Catarrhal stage): มีอาการคล้ายหวัดธรรมดา เช่น น้ำมูกไหล ไอ จาม มีไข้เล็กน้อย อาจมีอาการเบื่ออาหารร่วมด้วย ระยะนี้กินเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์

  2. ระยะที่สอง (Paroxysmal stage): อาการไอจะรุนแรงขึ้นเป็นชุดๆ โดยเฉพาะในเวลากลางคืน ผู้ป่วยจะมีอาการไอแบบมีเสียงดัง “ฮู๊บ” หลังไออาจมีเสมหะข้นเหนียว หรืออาเจียน ระยะนี้กินเวลาประมาณ 2-6 สัปดาห์

  3. ระยะที่สาม (Convalescent stage): อาการไอจะค่อยๆ ทุเลาลง แต่ผู้ป่วยอาจยังมีอาการไอเรื้อรังอยู่ได้นานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน

การรักษาและป้องกัน

การรักษาโรคไอกรนทำได้โดยการให้ยาปฏิชีวนะ เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ยิ่งเริ่มการรักษาได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดการแพร่เชื้อได้มากเท่านั้น นอกจากนี้ การดูแลรักษาตามอาการ เช่น การดื่มน้ำมากๆ พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้ไอ ก็เป็นสิ่งสำคัญในการช่วยบรรเทาอาการของโรคได้

การป้องกันโรคไอกรนที่ดีที่สุด คือการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไอกรน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัคซีนรวม 5 โรค (DTaP) ที่เด็กๆ ควรได้รับตามกำหนด นอกจากนี้ ควรล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ ปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย

ตารางแสดงกำหนดการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไอกรนในประเทศไทย

อายุ วัคซีน จำนวนเข็มที่ได้รับ
2 เดือน DTaP (เข็มที่ 1) 1 เข็ม
4 เดือน DTaP (เข็มที่ 2) 1 เข็ม
6 เดือน DTaP (เข็มที่ 3) 1 เข็ม
1 ปีครึ่ง DTaP (เข็มที่ 4) 1 เข็ม
4 ปี DTaP (เข็มที่ 5) 1 เข็ม

Fun Fact เกี่ยวกับโรคไอกรน

  • รู้หรือไม่ว่า โรคไอกรนเคยเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของเด็กๆ ทั่วโลกเป็นจำนวนมาก ก่อนที่จะมีการคิดค้นวัคซีนขึ้นมา
  • ชื่อโรค “ไอกรน” มาจากเสียงไอ “ฮู๊บ” ที่เป็นลักษณะเฉพาะของผู้ป่วยโรคนี้
  • เชื้อแบคทีเรีย Bordetella pertussis สามารถมีชีวิตอยู่ในอากาศได้นานถึง 2 ชั่วโมง

โรคไอกรน ถึงแม้จะเป็นภัยร้ายใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม แต่ก็สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนและดูแลสุขอนามัยอย่างถูกวิธี ดังนั้น เราทุกคนควรตระหนักถึงอันตรายของโรคนี้ และร่วมมือกันป้องกันการแพร่ระบาดของโรค เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคนในสังคม

#โรคไอกรน #วัคซีน #สุขภาพ #สาธารณสุข

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers

การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การผสมผสานระหว่างอัลกอริธึมแบบดั้งเดิมอย่าง Decision Tree กับโมเดล Transformer ที่ทันสมัยกำลังเป็นที่สนใจอย่างมาก บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า Decision Tree Algorithm ทำงานอย่างไร และการนำ Transformer มาใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของอัลกอริธึมนี้สามารถสร้างผลลัพธ์ที่น่าทึ่งได้อย่างไร Decision Tree Algorithm คืออะไร? Decision Tree เป็นอัลกอริธึมการเรียนรู้ของเครื่องที่ใช้สำหรับการจำแนกประเภท (Classification) และการทำนาย (Regression) โดยอาศัยโครงสร้างแบบต้นไม้ (Tree Structure) ที่ประกอบด้วยโหนด (Node) และเส้นเชื่อม (Edge) แต่ละโหนดจะแทนคุณลักษณะ (Feature) ของข้อมูล และเส้นเชื่อมจะแทนการตัดสินใจที่นำไปสู่โหนดถัดไป ตัวอย่างเช่น หากเราต้องการจำแนกประเภทผลไม้ เราอาจเริ่มต้นด้วยโหนดแรกที่ถามว่า "ผลไม้มีสีแดงหรือไม่?" หากคำต...

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม?

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? ในสังคมไทย การแสดงออกทางกายภาพเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่น ซึ่งมักจะมีข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หนึ่งในข้อห้ามที่พบเห็นได้บ่อยคือการลูบศีรษะผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า ศีรษะเป็นส่วนที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรให้ใครมาลูบเล่นโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปสำรวจเบื้องลึกของความเชื่อนี้ พร้อมทั้งอธิบายถึงที่มาที่ไป และเหตุผลประกอบต่างๆ ศีรษะ: ส่วนที่สูงส่งตามความเชื่อแบบพุทธศาสนา อิทธิพลของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยนั้นฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และได้หล่อหลอมแนวคิด ค่านิยม รวมถึงมารยาททางสังคมต่างๆ ของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในความเชื่อที่สืบทอดมาจากพุทธศาสนาคือการยกย่องให้ "ศีรษะ" เป็นส่วนที่สูงส่งที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่น และเป็นที่ตั้งของ "ม Crown Chakra" ซึ่งในทางจิตวิญญาณเชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของพลังงานบวกและสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ ...

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...