ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

20 นาทีแห่งความมืด สู่ 5 นาทีแห่งแสง: เผยความลับการปรับตัวของดวงตา

20 นาทีแห่งความมืด สู่ 5 นาทีแห่งแสง: เผยความลับการปรับตัวของดวงตา

20 นาทีแห่งความมืด สู่ 5 นาทีแห่งแสง: เผยความลับการปรับตัวของดวงตา


เคยสงสัยกันบ้างไหมว่า ทำไมเราถึงมองอะไรไม่เห็นชั่วขณะ เมื่อก้าวเข้าไปในห้องมืดหลังจากอยู่กลางแดดจ้า หรือทำไมดวงตาถึงรู้สึกพร่ามัวเมื่อเดินออกจากโรงภาพยนตร์ตอนกลางวัน? คำตอบง่ายๆ ก็คือ ดวงตาของเรากำลังทำงานอย่างหนักเพื่อปรับตัวเข้ากับสภาพแสงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

จากความมืดสู่ความสว่าง: 20 นาทีแห่งการปรับตัว


จอประสาทตา (Retina) อวัยวะรับแสงที่อยู่ด้านหลังดวงตาของเรา มีเซลล์รูปแท่ง (Rod cell) ซึ่งไวต่อแสงน้อย และเซลล์รูปกรวย (Cone cell) ซึ่งไวต่อแสงมากและรับรู้สี เมื่ออยู่ในที่มืด เซลล์รูปแท่งจะทำงานอย่างเต็มกำลังเพื่อให้เรามองเห็นรูปร่างและการเคลื่อนไหวได้

แต่เมื่อเราก้าวเข้าสู่ที่สว่าง เซลล์รูปกรวยจะถูกกระตุ้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน เซลล์รูปแท่งที่ทำงานหนักมาตลอดก็ต้องใช้เวลาในการปรับตัว กระบวนการปรับตัวนี้ใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที และในระหว่างนั้นเราก็จะมองเห็นภาพไม่ชัดเจน


จากความสว่างสู่ความมืด: 5 นาทีแห่งการปรับตัว


ในทางกลับกัน เมื่อเราจากที่สว่างเข้าสู่ที่มืด เซลล์รูปแท่งที่เคยถูกยับยั้งการทำงานก็จะเริ่มทำงานอีกครั้ง แต่กระบวนการนี้ใช้เวลาเร็วกว่า คือประมาณ 5-10 นาที นั่นเป็นเพราะเซลล์รูปแท่งมีความไวต่อแสงน้อยอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวจากการถูกกระตุ้นอย่างมากในที่สว่าง


Fun Facts!

  • รู้หรือไม่ว่า สัตว์บางชนิด เช่น แมว มีเซลล์รูปแท่งในจอประสาทตามากกว่ามนุษย์ ทำให้พวกมันมองเห็นได้ดีในที่แสงน้อย
  • นักบินอวกาศที่ต้องเผชิญกับสภาพแสงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จะต้องสวมแว่นตาพิเศษที่ช่วยปรับแสง เพื่อปกป้องดวงตาและช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจน

ตารางเปรียบเทียบเวลาปรับตัวของดวงตา

สภาพแสง เวลาปรับตัวโดยประมาณ
จากมืดไปสว่าง 20-30 นาที
จากสว่างไปมืด 5-10 นาที

การทำความเข้าใจเกี่ยวกับการปรับตัวของดวงตา ไม่เพียงแต่ช่วยให้เรารู้เท่าทันการทำงานของร่างกาย แต่อาจช่วยให้เราดูแลสุขภาพดวงตาได้ดียิ่งขึ้น เช่น การหลีกเลี่ยงการมองแสงจ้าโดยตรง การพักสายตาเมื่อต้องใช้สายตานานๆ และการตรวจสุขภาพดวงตาเป็นประจำ


#ดวงตา #วิทยาศาสตร์ #สุขภาพ #ความรู้

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม?

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? ในสังคมไทย การแสดงออกทางกายภาพเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่น ซึ่งมักจะมีข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หนึ่งในข้อห้ามที่พบเห็นได้บ่อยคือการลูบศีรษะผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า ศีรษะเป็นส่วนที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรให้ใครมาลูบเล่นโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปสำรวจเบื้องลึกของความเชื่อนี้ พร้อมทั้งอธิบายถึงที่มาที่ไป และเหตุผลประกอบต่างๆ ศีรษะ: ส่วนที่สูงส่งตามความเชื่อแบบพุทธศาสนา อิทธิพลของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยนั้นฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และได้หล่อหลอมแนวคิด ค่านิยม รวมถึงมารยาททางสังคมต่างๆ ของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในความเชื่อที่สืบทอดมาจากพุทธศาสนาคือการยกย่องให้ "ศีรษะ" เป็นส่วนที่สูงส่งที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่น และเป็นที่ตั้งของ "ม Crown Chakra" ซึ่งในทางจิตวิญญาณเชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของพลังงานบวกและสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ ...

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม 5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม ในสังคมที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคมเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม บทความนี้นำเสนอ 5 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณก้าวสู่การเป็นบุคคลที่มีคุณภาพและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกใบนี้ 1. ฝึกฝนการเป็นผู้ฟังที่ดี การฟังอย่างตั้งใจเป็นรากฐานสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า คนที่ฝึกฝนการฟังอย่างตั้งใจจะมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้นำที่ดีกว่า มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า เมื่อคุณฟังผู้อื่นอย่างตั้งใจ คุณจะสามารถเข้าใจมุมมอง ความคิด และความรู้สึกของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้ง สร้างความเข้าใจ และเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น 2. เสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) คือ ความสามารถในการรับรู้ เข้าใจ จัดการ และแสดงออกทางอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม งานวิจัยมากม...