ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ทำไมเราสะอึก?

ทำไมเราสะอึก?

ทำไมเราสะอึก?

อาการสะอึก เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ บางครั้งเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่แล้วหายไปเอง แต่ในบางรายอาจสะอึกติดต่อกันเป็นเวลานานจนน่ารำคาญ บทความนี้จะพาไปสำรวจสาเหตุของอาการสะอึก ข้อมูลน่าสนใจ และวิธีบรรเทาอาการสะอึกอย่างได้ผล

กลไกของอาการสะอึก เกิดขึ้นได้อย่างไร?

การสะอึก เกิดจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อกะบังลม ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อสำคัญในการหายใจ โดยปกติแล้ว กล้ามเนื้อกะบังลมจะทำงานประสานกับการหายใจเข้าออกอย่างราบรื่น แต่เมื่อเกิดการระคายเคืองหรือกระตุ้นเส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อกะบังลม ก็จะทำให้เกิดอาการกระตุกเป็นจังหวะ ส่งผลให้เกิดเสียง “ฮึก” ตามมา

สาเหตุของอาการสะอึก อะไรบ้างที่ทำให้เราสะอึก?

สาเหตุของอาการสะอึกนั้นมีอยู่หลากหลาย ตั้งแต่สาเหตุทั่วไปที่พบได้บ่อย ไปจนถึงสาเหตุที่พบได้น้อยแต่รุนแรง

  1. สาเหตุทั่วไป
    • กินอาหารเร็วเกินไป หรือเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด
    • ดื่มน้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีแก๊ส
    • ดื่มแอลกอฮอล์
    • ตื่นเต้น ตกใจ หรือเครียด
    • สูบบุหรี่
    • กลืนอากาศเข้าไปมากเกินไป เช่น ขณะพูดคุย หัวเราะ หรือร้องไห้

  2. สาเหตุที่พบได้น้อยแต่รุนแรง
    • โรคกรดไหลย้อน
    • โรคเบาหวาน
    • โรคไต
    • เนื้องอกในช่องอก หรือช่องท้อง
    • ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์

สถิติและข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับอาการสะอึก

แม้จะเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่คุณรู้หรือไม่ว่าอาการสะอึกนั้นมีสถิติและข้อมูลที่น่าสนใจซ่อนอยู่มากมาย

  • โดยทั่วไปแล้ว คนเราจะสะอึกประมาณ 6-10 ครั้งต่อนาที
  • สถิติ Guinness World Records บันทึกชายชาวอเมริกันคนหนึ่งที่ชื่อ Charles Osborne ว่าเป็นผู้ที่สะอึกติดต่อกันยาวนานที่สุดในโลก โดยเขาเริ่มสะอึกในปี ค.ศ. 1922 และสะอึกติดต่อกันเป็นเวลานานถึง 68 ปี จนกระทั่งเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1990 โดยที่แพทย์ไม่สามารถวินิจฉัยสาเหตุที่แน่ชัดได้
  • งานวิจัยบางชิ้นชี้ว่า อาการสะอึกอาจมีส่วนช่วยในการขับลมออกจากกระเพาะอาหารในทารก

วิธีแก้สะอึกแบบบ้านๆ ที่ใช้ได้ผล

เมื่อเกิดอาการสะอึก เรามักจะนึกถึงวิธีแก้แบบบ้านๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวิธีที่ช่วยเบี่ยงเบนความสนใจ หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบการหายใจ ตัวอย่างเช่น

วิธีแก้สะอึก วิธีปฏิบัติ
กลั้นหายใจ สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วกลั้นหายใจไว้ประมาณ 10-20 วินาที จากนั้นค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกช้าๆ
ดื่มน้ำเย็น จิบน้ำเย็นทีละน้อยๆ หรืออมน้ำแข็งไว้ในปากสักพัก
กินน้ำตาล ตักน้ำตาลทราย 1 ช้อนชาใส่ปาก อมไว้สักครู่แล้วค่อยกลืน
ก้มหน้าดื่มน้ำ ก้มหน้าลงต่ำ แล้วใช้ปากดูดน้ำจากแก้วขึ้นมาดื่ม

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์?

โดยทั่วไปแล้ว อาการสะอึกมักจะหายไปเองภายในไม่กี่นาที หรืออย่างช้าภายใน 48 ชั่วโมง แต่หากคุณมีอาการสะอึกรุนแรง หรือสะอึกติดต่อกันเป็นเวลานานเกิน 48 ชั่วโมง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

อ้างอิง :
- Guinness World Records. (n.d.). Longest attack of hiccups. Retrieved from https://www.guinnessworldrecords.com/world-records/longest-attack-of-hiccups
- Mayo Clinic. (2021). Hiccups. Retrieved from https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/hiccups/symptoms-causes/syc-20350959

#สะอึก #สุขภาพ #แก้สะอึก #ข้อมูลสุขภาพ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers

การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การผสมผสานระหว่างอัลกอริธึมแบบดั้งเดิมอย่าง Decision Tree กับโมเดล Transformer ที่ทันสมัยกำลังเป็นที่สนใจอย่างมาก บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า Decision Tree Algorithm ทำงานอย่างไร และการนำ Transformer มาใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของอัลกอริธึมนี้สามารถสร้างผลลัพธ์ที่น่าทึ่งได้อย่างไร Decision Tree Algorithm คืออะไร? Decision Tree เป็นอัลกอริธึมการเรียนรู้ของเครื่องที่ใช้สำหรับการจำแนกประเภท (Classification) และการทำนาย (Regression) โดยอาศัยโครงสร้างแบบต้นไม้ (Tree Structure) ที่ประกอบด้วยโหนด (Node) และเส้นเชื่อม (Edge) แต่ละโหนดจะแทนคุณลักษณะ (Feature) ของข้อมูล และเส้นเชื่อมจะแทนการตัดสินใจที่นำไปสู่โหนดถัดไป ตัวอย่างเช่น หากเราต้องการจำแนกประเภทผลไม้ เราอาจเริ่มต้นด้วยโหนดแรกที่ถามว่า "ผลไม้มีสีแดงหรือไม่?" หากคำต...

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม?

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? ในสังคมไทย การแสดงออกทางกายภาพเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่น ซึ่งมักจะมีข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หนึ่งในข้อห้ามที่พบเห็นได้บ่อยคือการลูบศีรษะผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า ศีรษะเป็นส่วนที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรให้ใครมาลูบเล่นโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปสำรวจเบื้องลึกของความเชื่อนี้ พร้อมทั้งอธิบายถึงที่มาที่ไป และเหตุผลประกอบต่างๆ ศีรษะ: ส่วนที่สูงส่งตามความเชื่อแบบพุทธศาสนา อิทธิพลของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยนั้นฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และได้หล่อหลอมแนวคิด ค่านิยม รวมถึงมารยาททางสังคมต่างๆ ของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในความเชื่อที่สืบทอดมาจากพุทธศาสนาคือการยกย่องให้ "ศีรษะ" เป็นส่วนที่สูงส่งที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่น และเป็นที่ตั้งของ "ม Crown Chakra" ซึ่งในทางจิตวิญญาณเชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของพลังงานบวกและสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ ...

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...