ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เทคนิคในการดูแลไมโครเวฟที่จะช่วยให้ไมโครเวฟสะอาด


เทคนิคในการดูแลไมโครเวฟที่จะช่วยให้ไมโครเวฟสะอาด

ไมโครเวฟ เครื่องใช้ไฟฟ้าคู่ใจในครัวเรือน ที่ช่วยอุ่นอาหาร อุ่นเครื่องดื่ม หรือแม้กระทั่งทำอาหารง่าย ๆ ให้เราได้อิ่มท้องอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยการใช้งานที่บ่อยครั้ง ทำให้อาหารและคราบสกปรกต่าง ๆ เกาะติดภายใน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน และอาจก่อให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ การทำความสะอาดไมโครเวฟอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญ บทความนี้จะพาไปดูเทคนิคการดูแลทำความสะอาดไมโครเวฟอย่างง่าย ๆ ที่คุณเองก็ทำได้ เพื่อให้กลับมาสะอาดเหมือนใหม่ พร้อมใช้งานไปอีกนาน

1. ทำความสะอาดทันทีหลังใช้งาน

ทันทีที่อุ่นอาหารหรือเครื่องดื่มเสร็จ อย่าปล่อยให้คราบอาหารแข็งตัว ใช้ผ้าสะอาดชุ่มน้ำเช็ดทำความสะอาดคราบสกปรกที่ติดอยู่ภายใน รวมถึงบริเวณฝาปิด จานหมุน และผนังด้านใน หากมีคราบฝังแน่น ให้ใช้เบกกิ้งโซดาผสมน้ำเล็กน้อย ทาลงบนคราบ ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วเช็ดออก เบกกิ้งโซดาจะช่วยขจัดคราบสกปรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. ขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์

กลิ่นอาหารที่ติดค้างภายในไมโครเวฟ สามารถกำจัดได้ง่าย ๆ ด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติ เพียงนำน้ำเปล่า 1 ถ้วย ผสมกับน้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ หรือเปลือกส้ม หรือน้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะ ใส่ภาชนะที่สามารถใช้กับไมโครเวฟได้ นำเข้าไปอุ่นในไมโครเวฟด้วยความร้อนสูงสุด ประมาณ 2-3 นาที ไอน้ำที่ระเหยออกมาจะช่วยดูดซับกลิ่นไม่พึงประสงค์ จากนั้น ใช้ผ้าสะอาดเช็ดทำความสะอาดภายในอีกครั้ง ไมโครเวฟของคุณก็จะกลับมาสดชื่น

3. ทำความสะอาดอย่างล้ำลึก

ควรทำความสะอาดไมโครเวฟอย่างล้ำลึกอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยนำชิ้นส่วนที่ถอดออกได้ เช่น จานหมุน ฐานรองจาน ไปล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างจาน ส่วนภายในไมโครเวฟ ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำผสมน้ำยาล้างจานเช็ดทำความสะอาด อย่าลืมเช็ดทำความสะอาดบริเวณขอบยาง ซอกมุมต่าง ๆ และแผงควบคุม หลังจากนั้น ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเปล่าเช็ดทำความสะอาดอีกครั้ง เพื่อล้างน้ำยาทำความสะอาดออกให้หมด

4. ป้องกันการกระเด็นของอาหาร

การใช้ฝาชีครอบอาหารขณะอุ่นหรือปรุงอาหาร จะช่วยป้องกันไม่ให้อาหารกระเด็นเปื้อนภายใน ลดการสะสมของคราบสกปรก และช่วยให้อาหารสุกเร็วขึ้นอีกด้วย

5. เลือกใช้ภาชนะที่เหมาะสม

ควรเลือกใช้ภาชนะที่ระบุว่าสามารถใช้กับไมโครเวฟได้ หลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะที่ทำจากโลหะ โฟม หรือพลาสติกบางชนิด เพราะอาจก่อให้เกิดประกายไฟ เป็นอันตราย และทำให้ไมโครเวฟเสียหายได้

Fun Fact เกี่ยวกับไมโครเวฟ

รู้หรือไม่ว่า ไมโครเวฟไม่ได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อใช้ทำอาหาร แต่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ โดย Percy Spencer วิศวกรชาวอเมริกัน ขณะที่เขากำลังทำการทดลองเกี่ยวกับเรดาร์ เขาพบว่าแท่งช็อกโกแลตในกระเป๋าเสื้อของเขาละลาย หลังจากการค้นพบนั้น เขาได้ทำการทดลองต่อ จนนำไปสู่การประดิษฐ์เตาไมโครเวฟในที่สุด

สรุป

การดูแลไมโครเวฟให้สะอาดอยู่เสมอ ไม่เพียงแต่ช่วยยืดอายุการใช้งาน แต่ยังช่วยป้องกันการสะสมของเชื้อโรค และทำให้มั่นใจได้ว่าอาหารที่เรารับประทานนั้นสะอาดปลอดภัย การทำความสะอาดไมโครเวฟไม่ใช่เรื่องยาก เพียงปฏิบัติตามคำแนะนำง่าย ๆ เหล่านี้ คุณก็สามารถมีไมโครเวฟที่สะอาด พร้อมใช้งานได้ทุกเมื่อ

ข้อควรทำ ข้อควรระวัง
ทำความสะอาดหลังใช้งานทุกครั้ง อย่าใช้ฝอยขัดหม้อ เพราะอาจทำให้เกิดรอยขีดข่วนได้
ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดทำความสะอาด อย่าใช้น้ำยาทำความสะอาดที่มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรง
ใช้เบกกิ้งโซดาขจัดคราบฝังแน่น อย่าฉีดน้ำยาทำความสะอาดเข้าไปในช่องระบายอากาศ

#ไมโครเวฟ #ทำความสะอาด #เครื่องใช้ไฟฟ้า #ครัว

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม?

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? ในสังคมไทย การแสดงออกทางกายภาพเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่น ซึ่งมักจะมีข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หนึ่งในข้อห้ามที่พบเห็นได้บ่อยคือการลูบศีรษะผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า ศีรษะเป็นส่วนที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรให้ใครมาลูบเล่นโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปสำรวจเบื้องลึกของความเชื่อนี้ พร้อมทั้งอธิบายถึงที่มาที่ไป และเหตุผลประกอบต่างๆ ศีรษะ: ส่วนที่สูงส่งตามความเชื่อแบบพุทธศาสนา อิทธิพลของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยนั้นฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และได้หล่อหลอมแนวคิด ค่านิยม รวมถึงมารยาททางสังคมต่างๆ ของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในความเชื่อที่สืบทอดมาจากพุทธศาสนาคือการยกย่องให้ "ศีรษะ" เป็นส่วนที่สูงส่งที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่น และเป็นที่ตั้งของ "ม Crown Chakra" ซึ่งในทางจิตวิญญาณเชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของพลังงานบวกและสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ ...

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม 5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม ในสังคมที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคมเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม บทความนี้นำเสนอ 5 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณก้าวสู่การเป็นบุคคลที่มีคุณภาพและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกใบนี้ 1. ฝึกฝนการเป็นผู้ฟังที่ดี การฟังอย่างตั้งใจเป็นรากฐานสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า คนที่ฝึกฝนการฟังอย่างตั้งใจจะมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้นำที่ดีกว่า มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า เมื่อคุณฟังผู้อื่นอย่างตั้งใจ คุณจะสามารถเข้าใจมุมมอง ความคิด และความรู้สึกของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้ง สร้างความเข้าใจ และเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น 2. เสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) คือ ความสามารถในการรับรู้ เข้าใจ จัดการ และแสดงออกทางอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม งานวิจัยมากม...