ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

บัณฑิต UCLA ผู้คว้าชัย Grad Slam เผยบทบาทสมองน้อยกับโรคออทิสติก

บัณฑิต UCLA ผู้คว้าชัย Grad Slam เผยบทบาทสมองน้อยกับโรคออทิสติก

บัณฑิต UCLA ผู้คว้าชัย Grad Slam เผยบทบาทสมองน้อยกับโรคออทิสติก

โรคออทิสติก หรือ Autism Spectrum Disorder (ASD) เป็นกลุ่มอาการที่ส่งผลต่อพัฒนาการทางสังคม พฤติกรรม และการสื่อสารของมนุษย์ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีความก้าวหน้าในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกทางชีววิทยาที่อยู่เบื้องหลังโรค ASD มากขึ้น งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งคือผลงานของบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส (UCLA) ผู้คว้ารางวัลชนะเลิศจากการแข่งขัน UCLA Grad Slam ซึ่งนำเสนอผลงานวิจัยที่มุ่งเน้นไปที่บทบาทของสมองน้อย (cerebellum) ในโรคออทิสติก

สมองน้อย ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านหลังของสมอง มีหน้าที่หลักในการควบคุมการเคลื่อนไหว ความสมดุล และการประสานงาน แต่ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่าสมองน้อยยังมีบทบาทสำคัญในกระบวนการทางปัญญาที่ซับซ้อน รวมถึงภาษา การเรียนรู้ และการทำงานของระบบประสาทสัมผัส

งานวิจัยของบัณฑิต UCLA ได้นำเสนอหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า ความผิดปกติของสมองน้อยอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการของโรคออทิสติก โดยงานวิจัยได้ศึกษาภาพสแกนสมองของเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคออทิสติกเทียบกับกลุ่มควบคุมที่เป็นเด็กปกติ ผลการศึกษาพบว่า เด็กที่เป็นโรคออทิสติกมีปริมาตรสมองน้อยที่เล็กกว่าเด็กปกติอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ รูปแบบการเชื่อมต่อระหว่างสมองน้อยกับส่วนอื่นๆ ของสมองในเด็กที่เป็นโรคออทิสติกยังแตกต่างจากเด็กปกติอีกด้วย

การค้นพบนี้สอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้านี้ที่แสดงให้เห็นว่า เด็กที่เป็นโรคออทิสติกมักมีปัญหาเรื่องการประสานงาน การทรงตัว และทักษะยนต์ปรับ ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของสมองน้อย นอกจากนี้ สมองน้อยยังมีบทบาทสำคัญในการประมวลผลข้อมูลทางประสาทสัมผัส ซึ่งอาจอธิบายได้ว่าทำไมเด็กที่เป็นโรคออทิสติกบางคนจึงมีความไวต่อเสียง แสง หรือการสัมผัสที่ผิดปกติ

ถึงแม้ว่างานวิจัยนี้จะยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น แต่ก็นับเป็นก้าวสำคัญในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุของโรคออทิสติก การค้นพบนี้ได้เปิดมุมมองใหม่ในการพัฒนาวิธีการรักษาและบำบัดรักษาโรคออทิสติก โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาสมองน้อยและการทำงานของระบบประสาทสัมผัส ตัวอย่างเช่น การออกกำลังกายที่ช่วยพัฒนาความสมดุล การประสานงาน และการรับรู้ทางประสาทสัมผัส อาจเป็นประโยชน์ต่อเด็กที่เป็นโรคออทิสติก

นอกจากนี้ งานวิจัยนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการวินิจฉัยโรคออทิสติกตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ยิ่งวินิจฉัยได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งสามารถเริ่มต้นการแทรกแซงและบำบัดรักษาได้เร็วขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กที่เป็นโรคออทิสติกได้อย่างมาก

"งานวิจัยชิ้นนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางอันยาวไกลในการไขปริศนาของโรคออทิสติก แต่ก็นำมาซึ่งความหวังและความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการพัฒนาวิธีการรักษาและบำบัดรักษาที่ได้ผลดียิ่งขึ้นในอนาคต"


สถิติโรคออทิสติก ข้อมูล
อัตราการเกิดโรคออทิสติก 1 ใน 54 เด็ก
เพศชายมีโอกาสเป็นโรคออทิสติกมากกว่าเพศหญิง 4 เท่า
ค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็กออทิสติกตลอดชีวิต 1.4 - 2.4 ล้านเหรียญสหรัฐ

ที่มา: ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (CDC)


Fun Fact

- คำว่า "ออทิสติก" มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก "autos" ซึ่งแปลว่า "ตัวเอง" สะท้อนถึงลักษณะการหมกมุ่นอยู่กับตัวเองของผู้ป่วยบางราย - บุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคน เช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, อามันดา ไซย์ฟรายด์ และ แดน แอ็คครอยด์ ล้วนได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะออทิสติก


#ออทิสติก #สมองน้อย

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers

การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การผสมผสานระหว่างอัลกอริธึมแบบดั้งเดิมอย่าง Decision Tree กับโมเดล Transformer ที่ทันสมัยกำลังเป็นที่สนใจอย่างมาก บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า Decision Tree Algorithm ทำงานอย่างไร และการนำ Transformer มาใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของอัลกอริธึมนี้สามารถสร้างผลลัพธ์ที่น่าทึ่งได้อย่างไร Decision Tree Algorithm คืออะไร? Decision Tree เป็นอัลกอริธึมการเรียนรู้ของเครื่องที่ใช้สำหรับการจำแนกประเภท (Classification) และการทำนาย (Regression) โดยอาศัยโครงสร้างแบบต้นไม้ (Tree Structure) ที่ประกอบด้วยโหนด (Node) และเส้นเชื่อม (Edge) แต่ละโหนดจะแทนคุณลักษณะ (Feature) ของข้อมูล และเส้นเชื่อมจะแทนการตัดสินใจที่นำไปสู่โหนดถัดไป ตัวอย่างเช่น หากเราต้องการจำแนกประเภทผลไม้ เราอาจเริ่มต้นด้วยโหนดแรกที่ถามว่า "ผลไม้มีสีแดงหรือไม่?" หากคำต...

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม?

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? ในสังคมไทย การแสดงออกทางกายภาพเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่น ซึ่งมักจะมีข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หนึ่งในข้อห้ามที่พบเห็นได้บ่อยคือการลูบศีรษะผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า ศีรษะเป็นส่วนที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรให้ใครมาลูบเล่นโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปสำรวจเบื้องลึกของความเชื่อนี้ พร้อมทั้งอธิบายถึงที่มาที่ไป และเหตุผลประกอบต่างๆ ศีรษะ: ส่วนที่สูงส่งตามความเชื่อแบบพุทธศาสนา อิทธิพลของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยนั้นฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และได้หล่อหลอมแนวคิด ค่านิยม รวมถึงมารยาททางสังคมต่างๆ ของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในความเชื่อที่สืบทอดมาจากพุทธศาสนาคือการยกย่องให้ "ศีรษะ" เป็นส่วนที่สูงส่งที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่น และเป็นที่ตั้งของ "ม Crown Chakra" ซึ่งในทางจิตวิญญาณเชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของพลังงานบวกและสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ ...

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...