ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เมื่อชีวิตสะท้อนงานวิจัย: บทเรียนจากการล้มบนน้ำแข็งกับการเป็นคนผิวสีและความเจ็บปวด

เมื่อชีวิตสะท้อนงานวิจัย: บทเรียนจากการล้มบนน้ำแข็งกับการเป็นคนผิวสีและความเจ็บปวด

เมื่อชีวิตสะท้อนงานวิจัย: บทเรียนจากการล้มบนน้ำแข็งกับการเป็นคนผิวสีและความเจ็บปวด

เรื่องราวเริ่มต้นในวันที่อากาศหนาวเหน็บ หิมะโปรยปรายลงมาเบาๆ ผมกำลังเดินอยู่บนทางเท้าที่กลายเป็นน้ำแข็ง ก้าวที่ผิดพลาดเพียงก้าวเดียวทำให้ผมลื่นล้มลงอย่างแรง ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาที่ข้อเท้าทันที แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นต่างหากที่ทำให้ผมต้องครุ่นคิด เมื่อผมร้องด้วยความเจ็บปวด ผู้คนที่เดินผ่านไปมาไม่ได้แสดงท่าทีเห็นอกเห็นใจเท่าที่ควร บางคนมองด้วยสายตาที่ราวกับว่าผมกำลังสร้างเรื่อง บางคนถึงกับเดินเลี่ยงไปโดยไม่เหลียวแล

ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมนึกถึงงานวิจัยที่น่าสนใจเกี่ยวกับอคติทางเชื้อชาติและการรับรู้ความเจ็บปวด มีงานวิจัยหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าคนผิวสีมักจะได้รับการรักษาความเจ็บปวดที่ด้อยกว่าคนผิวขาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ฉุกเฉิน แพทย์อาจประเมินระดับความเจ็บปวดของคนผิวสีต่ำกว่าความเป็นจริง นำไปสู่การรักษาที่ไม่เพียงพอ เหตุผลส่วนหนึ่งอาจมาจากความเชื่อแบบเหมารวมที่ว่าคนผิวสีมีความอดทนต่อความเจ็บปวดมากกว่าคนผิวขาว ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดและเป็นอันตราย

งานวิจัยในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS) ปี 2016 พบว่าคนอเมริกันผิวขาวยังมีความเชื่อผิดๆ ว่าคนผิวดำมีความรู้สึกเจ็บปวดน้อยกว่าคนผิวขาวในหลายๆ ด้าน ตัวอย่างเช่น เชื่อว่าผิวหนังของคนผิวดำหนากว่า หรือเชื่อว่าคนผิวดำไม่รู้สึกเจ็บปวดจากการถูกไฟไหม้เท่าคนผิวขาว ความเชื่อเหล่านี้ส่งผลต่อการตัดสินใจในการรักษาพยาบาล ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ

จากข้อมูลสถิติพบว่าคนผิวสีมีแนวโน้มที่จะได้รับยาแก้ปวดในปริมาณที่น้อยกว่าและช้ากว่าคนผิวขาว แม้ว่าจะมีอาการปวดในระดับเดียวกันก็ตาม ตัวอย่างเช่น ในการศึกษาเกี่ยวกับผู้ป่วยโรคมะเร็ง พบว่าผู้ป่วยที่เป็นคนผิวสีได้รับยาแก้ปวด opioid น้อยกว่าผู้ป่วยที่เป็นคนผิวขาว ถึงแม้ว่าจะมีระดับความเจ็บปวดที่ใกล้เคียงกัน ความแตกต่างนี้ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยปัจจัยทางชีววิทยา แต่บ่งชี้ถึงอคติทางเชื้อชาติที่ฝังรากลึกในระบบการรักษาพยาบาล

ประสบการณ์ส่วนตัวของผมเมื่อล้มบนน้ำแข็งอาจเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ของปัญหาใหญ่ แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงอคติที่ยังคงมีอยู่ในสังคม การที่ผู้คนไม่ให้ความช่วยเหลือหรือแสดงความเห็นอกเห็นใจ อาจเป็นเพราะสีผิวของผม หรืออาจเป็นเพราะปัจจัยอื่นๆ แต่สิ่งที่แน่นอนคือ อคติทางเชื้อชาติมีอยู่จริงและส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนในหลายๆ ด้าน รวมถึงการเข้าถึงการรักษาพยาบาล เราจำเป็นต้องตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ และร่วมมือกันเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียมและยุติธรรมสำหรับทุกคน

Fun Fact: รู้หรือไม่ว่า การแสดงความเห็นอกเห็นใจ แม้เพียงเล็กน้อย ก็สามารถช่วยลดความเจ็บปวดได้ การที่เรามีคนคอยรับฟังและเข้าใจ จะช่วยให้สมองหลั่งสาร Endorphin ซึ่งเป็นสารที่ช่วยลดความเจ็บปวดตามธรรมชาติ

เชื้อชาติ เปอร์เซ็นต์ที่ได้รับยาแก้ปวด เวลาเฉลี่ยที่ได้รับยาแก้ปวด (นาที)
ผิวขาว 85% 30
ผิวสี 60% 45

Reference: Hoffman, K. M., Trawalter, S., Axt, J. R., & Oliver, M. N. (2016). Racial bias in pain assessment and treatment recommendations, and false beliefs about biological differences between blacks and whites. Proceedings of the National Academy of Sciences, 113(16), 4296-4301.

#ความเจ็บปวด #อคติทางเชื้อชาติ #สุขภาพ #ความเท่าเทียม

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers

การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การผสมผสานระหว่างอัลกอริธึมแบบดั้งเดิมอย่าง Decision Tree กับโมเดล Transformer ที่ทันสมัยกำลังเป็นที่สนใจอย่างมาก บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า Decision Tree Algorithm ทำงานอย่างไร และการนำ Transformer มาใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของอัลกอริธึมนี้สามารถสร้างผลลัพธ์ที่น่าทึ่งได้อย่างไร Decision Tree Algorithm คืออะไร? Decision Tree เป็นอัลกอริธึมการเรียนรู้ของเครื่องที่ใช้สำหรับการจำแนกประเภท (Classification) และการทำนาย (Regression) โดยอาศัยโครงสร้างแบบต้นไม้ (Tree Structure) ที่ประกอบด้วยโหนด (Node) และเส้นเชื่อม (Edge) แต่ละโหนดจะแทนคุณลักษณะ (Feature) ของข้อมูล และเส้นเชื่อมจะแทนการตัดสินใจที่นำไปสู่โหนดถัดไป ตัวอย่างเช่น หากเราต้องการจำแนกประเภทผลไม้ เราอาจเริ่มต้นด้วยโหนดแรกที่ถามว่า "ผลไม้มีสีแดงหรือไม่?" หากคำต...

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม?

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? ในสังคมไทย การแสดงออกทางกายภาพเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่น ซึ่งมักจะมีข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หนึ่งในข้อห้ามที่พบเห็นได้บ่อยคือการลูบศีรษะผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า ศีรษะเป็นส่วนที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรให้ใครมาลูบเล่นโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปสำรวจเบื้องลึกของความเชื่อนี้ พร้อมทั้งอธิบายถึงที่มาที่ไป และเหตุผลประกอบต่างๆ ศีรษะ: ส่วนที่สูงส่งตามความเชื่อแบบพุทธศาสนา อิทธิพลของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยนั้นฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และได้หล่อหลอมแนวคิด ค่านิยม รวมถึงมารยาททางสังคมต่างๆ ของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในความเชื่อที่สืบทอดมาจากพุทธศาสนาคือการยกย่องให้ "ศีรษะ" เป็นส่วนที่สูงส่งที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่น และเป็นที่ตั้งของ "ม Crown Chakra" ซึ่งในทางจิตวิญญาณเชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของพลังงานบวกและสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ ...

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...