ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เคล็ดลับการปลูกผักชีให้ใบหอม

ผักชี ถือเป็นพืชผักสวนครัวยอดนิยมของคนไทย กลิ่นหอมเฉพาะตัวของผักชี ช่วยชูรสชาติอาหารไทยให้น่ารับประทานยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ต้มยำ แกงเลียง ลาบ ก๋วยเตี๋ยว หรือเมนูอื่น ๆ ล้วนต้องมีผักชีโรยหน้า นอกจากความอร่อยแล้ว ผักชียังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย บทความนี้จะพาไปเรียนรู้เคล็ดลับการปลูกผักชีให้ใบหอม งอกงาม เก็บเกี่ยวได้นาน แถมปลอดภัยไร้สารพิษ มาปลูกผักชีไว้กินเองกันเถอะ

1. เลือกเมล็ดพันธุ์ผักชีที่เหมาะสม

การเลือกเมล็ดพันธุ์ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ปัจจุบันมีเมล็ดพันธุ์ผักชีให้เลือกหลากหลายสายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์ก็มีลักษณะเด่นแตกต่างกันออกไป เช่น

สายพันธุ์ ลักษณะเด่น
ผักชีไทย ใบเล็ก กลิ่นหอมแรง โตเร็ว เหมาะกับอากาศร้อน
ผักชีลาว ต้นใหญ่ ใบใหญ่ กลิ่นหอมอ่อน ทนทานต่อโรคและแมลง
ผักชีฝรั่ง ต้นสูง ใบใหญ่ รสชาติเข้มข้น เหมาะกับอาหารฝรั่ง

ควรเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับการใช้งานและสภาพอากาศ หากต้องการปลูกไว้กินเองในบ้าน แนะนำให้เลือกผักชีไทย เพราะโตเร็วและมีกลิ่นหอมแรง ส่วนใครที่ชอบผักชีใบใหญ่ อาจเลือกปลูกผักชีลาว หรือผักชีฝรั่ง

2. เตรียมดินปลูกให้พร้อม

ผักชีชอบดินร่วนซุย ระบายน้ำดี มีความเป็นกรดด่าง (pH) ประมาณ 6.0 - 7.0 สามารถเตรียมดินปลูกได้เอง โดยผสมดินร่วน ปุ๋ยหมัก และแกลบ ในอัตราส่วน 2:1:1 หรือจะใช้ดินปลูกสำเร็จรูปก็สะดวกดี ก่อนนำดินมาใช้ ควรกำจัดวัชพืชออกให้หมด และตากดินผสมกับปูนขาวทิ้งไว้ประมาณ 1 - 2 วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรคและแมลง

3. เพาะเมล็ดและดูแลต้นกล้า

นำเมล็ดพันธุ์ผักชีแมาแช่น้ำอุ่นประมาณ 30 นาที แล้วห่อด้วยผ้าขาวบาง บ่มไว้ในที่ร่ม 1 คืน จะช่วยให้เมล็ดงอกเร็วขึ้น จากนั้นนำเมล็ดไปเพาะในถาดเพาะ หรือกระถางขนาดเล็ก โดยโรยเมล็ดให้กระจายห่างกัน กลบดินบาง ๆ รดน้ำให้ชุ่ม แต่ไม่แฉะ วางไว้ในที่ร่มรำไร ประมาณ 5 - 7 วัน เมล็ดจะเริ่มงอกเป็นต้นกล้า ระหว่างนี้ ควรหมั่นรดน้ำ อย่าให้ดินแห้ง

4. ย้ายปลูกและดูแลรักษา

เมื่อต้นกล้าอายุประมาณ 15 - 20 วัน หรือมีใบจริง 2 - 3 คู่ ก็สามารถย้ายลงปลูกในกระถาง หรือแปลงปลูกได้ ควรเว้นระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 15 - 20 เซนติเมตร หลังจากย้ายปลูก ควรรดน้ำให้ชุ่ม และพรวนดินรอบ ๆ ต้น เพื่อให้ดินถ่ายเทอากาศได้ดี นอกจากรดน้ำเป็นประจำแล้ว ควรใส่ปุ๋ยบำรุงด้วย โดยเลือกใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยอินทรีย์ จะช่วยให้ผักชีเจริญเติบโตได้ดี และปลอดภัยจากสารเคมี

5. เก็บเกี่ยวผลผลิต

ผักชีสามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุประมาณ 30 - 45 วัน หลังจากย้ายปลูก โดยเลือกตัดใบที่สมบูรณ์ และมีความยาวประมาณ 10 - 15 เซนติเมตร การตัดใบควรตัดเหนือโคนต้นขึ้นมาประมาณ 2 - 3 เซนติเมตร จะช่วยให้ผักชีแตกยอดใหม่ได้ และสามารถเก็บเกี่ยวได้หลายครั้ง

เคล็ดลับเสริม เพิ่มความหอมให้ผักชี

  • ผักชีเป็นพืชที่ชอบแสงแดด ควรปลูกในบริเวณที่ได้รับแสงแดดอย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อวัน จะช่วยให้ผักชีสังเคราะห์แสงได้ดี ใบมีสีเขียวสด และมีกลิ่นหอมแรง
  • ดินปลูกผักชีควรมีความชื้น แต่ไม่แฉะ เพราะหากรดน้ำมากเกินไป จะทำให้รากเน่า และต้นเหี่ยวตายได้
  • การตัดแต่งกิ่ง จะช่วยให้ผักชีแตกกิ่งก้านสาขา และมีใบมากขึ้น โดยเลือกตัดกิ่งที่ อ่อนแอ หรือเป็นโรคออก

เพียงเท่านี้ ใคร ๆ ก็สามารถปลูกผักชีไว้กินเองที่บ้านได้ง่าย ๆ ได้ผักชีสด ๆ ปลอดภัย ไร้สารพิษ ไว้ทำอาหารอร่อย ๆ กินเองในครอบครัว ลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปปรับใช้กันดูนะคะ

#ผักชี #ปลูกผักชี #ปลูกผักกินเอง #เคล็ดลับปลูกผัก

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด-19 ต่อการวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเซลล์เบซัล: บทเรียนจาก Lower Silesia กับแนวคิด "หนี้สุขภาพ"

ผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด-19 ต่อการวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเซลล์เบซัล: บทเรียนจาก Lower Silesia กับแนวคิด "หนี้สุขภาพ" ผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด-19 ต่อการวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเซลล์เบซัล: บทเรียนจาก Lower Silesia กับแนวคิด "หนี้สุขภาพ" การระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบสาธารณสุขทั่วโลก หนึ่งในผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจน คือ ภาวะ "หนี้สุขภาพ" (Health Debt) ซึ่งหมายถึง การเลื่อน หรือ ละเลยการรักษาโรคเรื้อรัง หรือ โรคอื่นๆ เนื่องจากทรัพยากรด้านสาธารณสุขถูกนำไปใช้รับมือกับวิกฤตการณ์โควิด-19 บทความวิจัย JCM, Vol. 13, Pages 4923: The Concept of Health Debt Incurred during the COVID-19 Pandemic on the Example of Basal Cell Skin Cancer Diagnosis in Lower Silesia ได้นำเสนอตัวอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาวะ "หนี้สุขภาพ" นี้ ผ่านการศึกษาการวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเซลล์เบซัล ในภูมิภาค Lower Silesia ประเทศโปแลนด์ มะเร็งผิวหนังชนิดเซลล์เบซัล: โรคที่ไม่ควรมองข้าม มะเร็งผิวหนังชนิดเซลล์เบซัล (B...

งูปล้องฉนวน สัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กที่พบเฉพาะในถ้ำของประเทศไทย

งูปล้องฉนวน สัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กที่พบเฉพาะในถ้ำของประเทศไทย งูปล้องฉนวน สัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กที่พบเฉพาะในถ้ำของประเทศไทย ประเทศไทยนั้น นอกจากจะเป็นดินแดนแห่งรอยยิ้มและอาหารรสเลิศแล้ว ยังเป็นบ้านของสัตว์น้อยใหญ่หลากหลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งประเทศไทยติดอันดับต้นๆ ของโลกในด้านความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์กลุ่มนี้ และหนึ่งในนั้นคืองู หนึ่งในสัตว์เลื้อยคลานที่คนไทยส่วนใหญ่มักจะรู้สึกกลัวเมื่อพบเจอ แต่วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับงูชนิดหนึ่ง ที่มีขนาดเล็ก อาศัยอยู่ในถ้ำ และไม่มีพิษภัย นั่นก็คือ “งูปล้องฉนวน” สัตว์เลื้อยคลานหายากที่พบได้เฉพาะในถ้ำของประเทศไทยเท่านั้น ลักษณะทั่วไปของงูปล้องฉนวน งูปล้องฉนวน (Indotyphlops braminus) หรือที่บางครั้งถูกเรียกว่า งูบอด หรือ งูดิน เป็นงูขนาดเล็กมาก มีลำตัวเรียวยาวคล้ายไส้เดือน ความยาวลำตัวเต็มที่ไม่เกิน 20 เซนติเมตร ลักษณะเด่นคือ มีเกล็ดขนาดเล็กเรียบลื่นเป็นมันวาวสีดำคล้ำหรือสีน้ำตาลเข้...

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...