เป็นเรื่องธรรมดาที่ในชีวิตของคนเรา จะต้องเคยรู้สึกไม่ชอบหน้า หรือแม้แต่เกลียดใครสักคน อาจจะเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่แย่งของเล่นสุดรักสมัยเด็ก หรือเพื่อนร่วมงานที่ดูเหมือนจะขัดแข้งขัดขาเราไปเสียทุกเรื่อง ความรู้สึกไม่ชอบเหล่านี้ หากสะสมนานวันเข้า ก็อาจทำให้เราสร้างกำแพงขึ้นมากั้นกลาง ไม่คิดจะญาติดีด้วยตลอดไป แต่ท่ามกลางเรื่องราวมากมายในโลกใบนี้ ใครจะไปรู้ว่า เส้นทางชีวิตของเรากับคนที่เราเคยเกลียด อาจมีวันที่ต้องมาบรรจบ และแปรเปลี่ยนจากความรู้สึกเกลียดชัง กลายเป็นมิตรภาพอันแน่นแฟ้นก็เป็นได้
มีคำกล่าวหนึ่งที่น่าสนใจว่า "The enemy of my enemy is my friend" หรือแปลเป็นไทยได้ว่า "ศัตรูของศัตรู คือ มิตรของเรา" คำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่งของความสัมพันธ์ ที่อาจเริ่มต้นจากความเกลียดชังร่วมกัน ลองนึกภาพเหตุการณ์ที่เราบังเอิญไปได้ยินคนที่เราไม่ชอบ กำลังพูดใส่ร้ายป้ายสีเรา แต่คนที่เราคิดว่าเป็นศัตรู กลับออกโรงปกป้อง และต่อว่าคนที่ใส่ร้ายเราแทน ความรู้สึกในตอนนั้น คงเต็มไปด้วยความรู้สึกประหลาดใจ และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดใจยอมรับ และทำความรู้จักกันและกันมากขึ้น
นอกจากปัจจัยภายนอกที่อาจเป็นตัวแปรสำคัญแล้ว บ่อยครั้งที่ "เวลา" ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์เปลี่ยนไป เมื่อเวลาผ่านไป เราเติบโตขึ้น มีประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น ทำให้มุมมองและความคิดของเราเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เราอาจมองเห็นเหตุผลเบื้องหลังพฤติกรรมแย่ๆ ของคนที่เราเคยเกลียด และพร้อมที่จะให้อภัยกับเรื่องราวร้ายๆ ในอดีต ตัวอย่างเช่น สมัยเรียนมัธยม เราอาจเคยไม่ชอบขี้หน้าเพื่อนร่วมห้องที่ชอบแกล้ง แต่พอเวลาผ่านไป จนกระทั่งเรียนจบมหาวิทยาลัย บังเอิญได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง ความรู้สึกไม่ชอบในอดีตอาจลดน้อยลง หรือหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความทรงจำดีๆ และมิตรภาพที่ยาวนาน
อย่างไรก็ตาม การที่คนที่เราเคยเกลียดจะกลายเป็นเพื่อนรักได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ และที่สำคัญคือ ความกล้าที่จะเปิดใจยอมรับ และให้โอกาสกันและกัน หากเราสามารถก้าวข้ามผ่านกำแพงแห่งความเกลียดชังได้ เราอาจได้ค้นพบมิตรภาพที่งดงาม และคาดไม่ถึงมาก่อนก็เป็นได้
#มิตรภาพ #ความสัมพันธ์ #การให้อภัย #เพื่อนรัก