ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

พลาสติกก่อให้เกิดโรคออทิสติกจริงหรือ? งานวิจัยล่าสุดเผยแล้ว

พลาสติกก่อให้เกิดโรคออทิสติกจริงหรือ? งานวิจัยล่าสุดเผยแล้ว

พลาสติกก่อให้เกิดโรคออทิสติกจริงหรือ? งานวิจัยล่าสุดเผยแล้ว

โรคออทิสติก หรือ Autism Spectrum Disorder (ASD) นับเป็นความผิดปกติทางพัฒนาการทางระบบประสาทที่พบได้บ่อยขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการด้านสังคม การสื่อสาร และพฤติกรรมของเด็ก สาเหตุของโรคออทิสติกนั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่นักวิจัยเชื่อว่าเป็นผลมาจากปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมร่วมกัน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับบทบาทของสารเคมีจากสิ่งแวดล้อมต่อการเพิ่มขึ้นของโรคออทิสติก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "พลาสติก" ซึ่งเป็นวัสดุที่พบได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน งานวิจัยจำนวนมากมุ่งศึกษาถึงความเชื่อมโยงระหว่างการสัมผัสกับสารเคมีในพลาสติกกับความเสี่ยงของโรคออทิสติก บทความนี้นำเสนองานวิจัยล่าสุด พร้อมทั้งข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพลาสติกกับโรคออทิสติก

สารเคมีในพลาสติกที่น่ากังวล

พลาสติกหลายชนิดประกอบด้วยสารเคมีที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะสารกลุ่ม “Endocrine Disrupting Chemicals” หรือ EDCs ซึ่งสามารถรบกวนการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อ ซึ่งควบคุมฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย ส่งผลต่อพัฒนาการของสมองและระบบประสาท ตัวอย่างสารเคมีในพลาสติกที่น่ากังวล ได้แก่

  • บิสฟีนอล เอ (BPA) พบได้ในบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม งานวิจัยชี้ว่า BPA อาจส่งผลต่อพัฒนาการของสมองและพฤติกรรมในเด็ก
  • พาทาเลต (Phthalates) ใช้เป็นสารเพิ่มความยืดหยุ่นในพลาสติก งานวิจัยพบว่า พาทาเลต อาจสัมพันธ์กับความผิดปกติของพัฒนาการทางระบบประสาท

หลักฐานจากงานวิจัย

งานวิจัยจำนวนมากได้ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการสัมผัสกับสารเคมีในพลาสติกกับความเสี่ยงของโรคออทิสติก ผลการศึกษาบางส่วนชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างระดับสารเคมีในร่างกายที่สูงขึ้นกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคออทิสติก ตัวอย่างเช่น:

  • งานวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร Environmental Health Perspectives ในปี 2019 พบว่า เด็กที่สัมผัสกับระดับ BPA สูงในช่วงตั้งครรภ์มีแนวโน้มที่จะมีอาการออทิสติกมากกว่า
  • งานวิจัยจากประเทศเดนมาร์ก ในปี 2020 พบว่า เด็กที่มารดาได้รับสารพาทาเลตในปริมาณมากในระหว่างตั้งครรภ์มีแนวโน้มที่จะมีคะแนนพัฒนาการทางภาษาต่ำกว่า

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในปัจจุบันยังไม่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าสารเคมีในพลาสติกเป็นสาเหตุโดยตรงของโรคออทิสติก จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลการวิจัยเหล่านี้

ข้อควรปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยง

แม้ว่ายังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่การลดการสัมผัสกับสารเคมีในพลาสติกก็เป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติ เพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กเล็กและสตรีมีครรภ์ วิธีลดความเสี่ยงที่สามารถทำได้ง่ายๆ ได้แก่

  1. เลือกใช้ภาชนะบรรจุอาหารที่ทำจากแก้ว เซรามิก หรือสแตนเลส แทนการใช้พลาสติก
  2. หลีกเลี่ยงการใช้พลาสติกหมายเลข 3 (PVC) หมายเลข 6 (โพลีสไตรีน) และหมายเลข 7 (อื่นๆ) ซึ่งมักมีสารเคมีที่เป็นอันตราย
  3. ลดการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มบรรจุภัณฑ์พลาสติก โดยเฉพาะอาหารร้อน เนื่องจากความร้อนอาจทำให้สารเคมีในพลาสติกละลายออกมาได้มากขึ้น
  4. ล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร หลังจากสัมผัสกับพลาสติก และหลังจากทำความสะอาดบ้าน

Fun Fact เกี่ยวกับพลาสติก

รู้หรือไม่ว่า พลาสติกใช้เวลาย่อยสลายนานมาก ขวดน้ำพลาสติก 1 ขวด อาจใช้เวลานานถึง 450 ปีในการย่อยสลาย ในขณะที่ถุงพลาสติกใช้เวลาประมาณ 1,000 ปี

สถิติที่น่าสนใจ

ปี จำนวนผู้ป่วยออทิสติกทั่วโลก (โดยประมาณ)
1980 1 ใน 10,000
2000 1 ใน 68
2020 1 ใน 54

ที่มา: Autism Speaks

แม้ว่ายังคงต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพลาสติกกับโรคออทิสติก แต่การปฏิบัติตนเพื่อลดการสัมผัสกับสารเคมีที่อาจเป็นอันตรายก็เป็นสิ่งที่ทุกคนควรตระหนัก เพื่อสุขภาพที่ดีของตนเองและคนที่เรารัก

#พลาสติก #ออทิสติก #สุขภาพ #สิ่งแวดล้อม

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers

การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การผสมผสานระหว่างอัลกอริธึมแบบดั้งเดิมอย่าง Decision Tree กับโมเดล Transformer ที่ทันสมัยกำลังเป็นที่สนใจอย่างมาก บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า Decision Tree Algorithm ทำงานอย่างไร และการนำ Transformer มาใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของอัลกอริธึมนี้สามารถสร้างผลลัพธ์ที่น่าทึ่งได้อย่างไร Decision Tree Algorithm คืออะไร? Decision Tree เป็นอัลกอริธึมการเรียนรู้ของเครื่องที่ใช้สำหรับการจำแนกประเภท (Classification) และการทำนาย (Regression) โดยอาศัยโครงสร้างแบบต้นไม้ (Tree Structure) ที่ประกอบด้วยโหนด (Node) และเส้นเชื่อม (Edge) แต่ละโหนดจะแทนคุณลักษณะ (Feature) ของข้อมูล และเส้นเชื่อมจะแทนการตัดสินใจที่นำไปสู่โหนดถัดไป ตัวอย่างเช่น หากเราต้องการจำแนกประเภทผลไม้ เราอาจเริ่มต้นด้วยโหนดแรกที่ถามว่า "ผลไม้มีสีแดงหรือไม่?" หากคำต...

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม?

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? ในสังคมไทย การแสดงออกทางกายภาพเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่น ซึ่งมักจะมีข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หนึ่งในข้อห้ามที่พบเห็นได้บ่อยคือการลูบศีรษะผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า ศีรษะเป็นส่วนที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรให้ใครมาลูบเล่นโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปสำรวจเบื้องลึกของความเชื่อนี้ พร้อมทั้งอธิบายถึงที่มาที่ไป และเหตุผลประกอบต่างๆ ศีรษะ: ส่วนที่สูงส่งตามความเชื่อแบบพุทธศาสนา อิทธิพลของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยนั้นฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และได้หล่อหลอมแนวคิด ค่านิยม รวมถึงมารยาททางสังคมต่างๆ ของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในความเชื่อที่สืบทอดมาจากพุทธศาสนาคือการยกย่องให้ "ศีรษะ" เป็นส่วนที่สูงส่งที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่น และเป็นที่ตั้งของ "ม Crown Chakra" ซึ่งในทางจิตวิญญาณเชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของพลังงานบวกและสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ ...

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...