ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

7 เคล็ดลับในการลดการกินอาหารนอกบ้านให้น้อยลง

7 เคล็ดลับในการลดการกินอาหารนอกบ้านให้น้อยลง

7 เคล็ดลับในการลดการกินอาหารนอกบ้านให้น้อยลง

ในยุคที่เร่งรีบและเต็มไปด้วยความสะดวกสบาย การกินอาหารนอกบ้านกลายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นมื้อเช้าแสนเร่งรีบ มื้อกลางวันที่แสนยุ่งเหยิง หรือมื้อเย็นหลังเลิกงานอันแสนเหนื่อยล้า แต่อย่างไรก็ตาม การกินอาหารนอกบ้านบ่อยครั้งมักมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นและทางเลือกอาหารที่อาจไม่ดีต่อสุขภาพเท่าที่ควร งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Tufts พบว่าคนที่กินอาหารนอกบ้านมากกว่า 6 มื้อต่อสัปดาห์ มีแนวโน้มที่จะมีน้ำหนักตัว น้ำตาลในเลือด และระดับคอเลสเตอรอลสูงกว่าคนที่กินอาหารที่บ้านเป็นประจำ

หากคุณกำลังมองหาวิธีลดการกินอาหารนอกบ้าน บทความนี้นำเสนอ 7 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณเพลิดเพลินกับอาหารที่บ้านได้มากขึ้น ประหยัดเงิน และมีสุขภาพที่ดีขึ้น:

1. วางแผนเมนูอาหารล่วงหน้า

การวางแผนเมนูอาหารล่วงหน้าเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดในการลดการกินอาหารนอกบ้าน ลองใช้เวลาในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เพื่อวางแผนเมนูอาหารสำหรับทั้งสัปดาห์ รวมถึงการจัดเตรียมรายการซื้อของ จะช่วยลดความยุ่งยากในการตัดสินใจว่าจะกินอะไรในแต่ละวัน และยังช่วยให้คุณสามารถเตรียมส่วนผสมบางอย่างล่วงหน้าได้อีกด้วย

2. ปรุงอาหารในปริมาณมาก

การทำอาหารในปริมาณมากในคราวเดียวเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการประหยัดเวลาและพลังงาน คุณสามารถแบ่งอาหารเป็นส่วนๆ เก็บไว้ในตู้เย็นหรือช่องแช่แข็ง พร้อมรับประทานได้ทันทีเมื่อต้องการ นอกจากนี้ การปรุงอาหารในปริมาณมากยังช่วยให้คุณประหยัดเงินได้อีกด้วย เพราะคุณสามารถซื้อวัตถุดิบได้ในราคาที่ถูกลง

3. เตรียมอาหารกลางวันไปทำงาน

การเตรียมอาหารกลางวันไปทำงานเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ยอดเยี่ยมในการลดค่าใช้จ่ายและควบคุมปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับ ลองใช้เวลาในตอนเย็นหรือเช้าก่อนไปทำงานเพียงไม่กี่นาทีเพื่อเตรียมอาหารกลางวันที่ดีต่อสุขภาพ เช่น สลัดผัก แซนวิชโฮลวีต หรือข้าวกล่อง ซึ่งจะช่วยให้คุณไม่ต้องพึ่งพาอาหารนอกบ้านในช่วงพักกลางวัน

4. หาเพื่อนร่วมทานอาหาร

การหาเพื่อนร่วมทานอาหารเป็นวิธีที่สนุกและสร้างแรงบันดาลใจในการทำอาหารที่บ้าน คุณสามารถสลับกันทำอาหาร แบ่งปันสูตรอาหาร และเพลิดเพลินกับมื้ออาหารแสนอร่อยร่วมกัน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้คุณทำอาหารที่บ้านบ่อยขึ้น และยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย

5. ใช้ประโยชน์จากของเหลือ

อย่าปล่อยให้ของเหลือกลายเป็นขยะในตู้เย็น ลองนำของเหลือจากมื้ออาหารก่อนหน้า มาสร้างสรรค์เป็นเมนูใหม่ เช่น นำไก่ย่างมาทำเป็นสลัด นำแกงจืดมาทำเป็นข้าวต้ม หรือ นำผัดผักมาทำเป็นไส้ของไข่เจียว ซึ่งเป็นวิธีที่ชาญฉลาดในการลดปริมาณอาหารเหลือทิ้งและประหยัดค่าใช้จ่าย

6. กำหนดวัน "งดอาหารนอกบ้าน"

ลองกำหนดวัน "งดอาหารนอกบ้าน" สัปดาห์ละ 1-2 วัน ซึ่งเป็นวิธีที่ท้าทายและมีประสิทธิภาพในการลดการกินอาหารนอกบ้าน คุณสามารถใช้เวลาในวันนี้เพื่อทำอาหารที่คุณชื่นชอบ ทดลองสูตรอาหารใหม่ๆ หรือ เพลิดเพลินกับมื้ออาหารกับครอบครัว

7. ติดตามค่าใช้จ่าย

ลองจดบันทึกค่าใช้จ่ายในการกินอาหารนอกบ้านของคุณเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ คุณอาจประหลาดใจกับจำนวนเงินที่คุณใช้ไป การรับรู้ถึงค่าใช้จ่ายที่แท้จริง จะเป็นแรงบันดาลใจให้คุณลดการกินอาหารนอกบ้านและทำอาหารที่บ้านมากขึ้น


มื้ออาหาร ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อมื้อ (บาท) ค่าใช้จ่ายต่อสัปดาห์ (บาท)
อาหารเช้า 50 350
อาหารกลางวัน 80 560
อาหารเย็น 150 1,050
รวม 1,960

ตารางแสดงค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของการกินอาหารนอกบ้าน ซึ่งสามารถประหยัดได้มากถึง 1,960 บาทต่อสัปดาห์ หากทำอาหารทานเองที่บ้าน

การลดการกินอาหารนอกบ้านไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด เพียงแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ และลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้ คุณก็สามารถเพลิดเพลินกับอาหารที่บ้านได้มากขึ้น ประหยัดเงิน และมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน #ลดอาหารนอกบ้าน #อาหารเพื่อสุขภาพ #ประหยัดเงิน #ทำอาหารเอง

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม?

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? ในสังคมไทย การแสดงออกทางกายภาพเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่น ซึ่งมักจะมีข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หนึ่งในข้อห้ามที่พบเห็นได้บ่อยคือการลูบศีรษะผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า ศีรษะเป็นส่วนที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรให้ใครมาลูบเล่นโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปสำรวจเบื้องลึกของความเชื่อนี้ พร้อมทั้งอธิบายถึงที่มาที่ไป และเหตุผลประกอบต่างๆ ศีรษะ: ส่วนที่สูงส่งตามความเชื่อแบบพุทธศาสนา อิทธิพลของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยนั้นฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และได้หล่อหลอมแนวคิด ค่านิยม รวมถึงมารยาททางสังคมต่างๆ ของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในความเชื่อที่สืบทอดมาจากพุทธศาสนาคือการยกย่องให้ "ศีรษะ" เป็นส่วนที่สูงส่งที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่น และเป็นที่ตั้งของ "ม Crown Chakra" ซึ่งในทางจิตวิญญาณเชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของพลังงานบวกและสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ ...

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม 5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม ในสังคมที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคมเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม บทความนี้นำเสนอ 5 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณก้าวสู่การเป็นบุคคลที่มีคุณภาพและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกใบนี้ 1. ฝึกฝนการเป็นผู้ฟังที่ดี การฟังอย่างตั้งใจเป็นรากฐานสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า คนที่ฝึกฝนการฟังอย่างตั้งใจจะมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้นำที่ดีกว่า มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า เมื่อคุณฟังผู้อื่นอย่างตั้งใจ คุณจะสามารถเข้าใจมุมมอง ความคิด และความรู้สึกของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้ง สร้างความเข้าใจ และเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น 2. เสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) คือ ความสามารถในการรับรู้ เข้าใจ จัดการ และแสดงออกทางอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม งานวิจัยมากม...