ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ไขปริศนา... ทำไมหนึ่งปีต้องมี 365 วัน

ไขปริศนา... ทำไมหนึ่งปีต้องมี 365 วัน

เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมหนึ่งปีถึงต้องมี 365 วัน? ทำไมไม่ใช่ 400 วัน หรือ 100 วันไปเลย? คำถามนี้ดูเหมือนจะเป็นคำถามง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ตอบได้ แต่น้อยคนนักที่จะรู้ถึงที่มาที่ไปอย่างแท้จริง เบื้องหลังของตัวเลข 365 นี้ ซ่อนความลับและเรื่องราวทางดาราศาสตร์ที่น่าสนใจมากมาย

การเดินทางของโลก รอบดวงอาทิตย์

ความจริงแล้ว หนึ่งปีบนโลกของเราไม่ได้มี 365 วันเป๊ะๆ แต่มี 365.2422 วัน ตัวเลขที่เป็นทศนิยมนี้เกิดจากการที่โลกใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์ หนึ่งรอบ ไม่ได้ลงตัวที่จำนวนวันแบบพอดิบพอดี โดยโลกจะใช้เวลาประมาณ 365 วัน 5 ชั่วโมง 48 นาที และ 46 วินาที ในการเดินทางครบหนึ่งรอบวงโคจร

นักดาราศาสตร์เรียกช่วงเวลาที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบนี้ว่า “ปีสุริยคติ” (Tropical year) ซึ่งเป็นปีที่อ้างอิงตามฤดูกาล และเป็นปีที่เรานิยมใช้กันในปฏิทินปัจจุบัน

ปีอธิกสุรทิน กับ การปรับสมดุลของเวลา

แล้วเศษของวันอีกเกือบ 1 ใน 4 วันที่หายไปล่ะ? เราจัดการกับมันอย่างไร? เพื่อป้องกันไม่ให้ฤดูกาลบนโลกของเราเลื่อนไปทีละน้อยทุกปี มนุษย์จึงคิดค้น “ปีอธิกสุรทิน” (Leap year) ขึ้นมา โดยปีอธิกสุรทินจะวนกลับมาทุกๆ 4 ปี และจะมี 366 วัน โดยเพิ่มวันพิเศษเข้าไปในเดือนกุมภาพันธ์ นั่นคือวันที่ 29 กุมภาพันธ์

การเพิ่มวันพิเศษเข้าไปในปีอธิกสุรทินนี้เอง ที่ช่วยปรับสมดุลของเวลา และทำให้ปฏิทินของเราสอดคล้องกับการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์

ปฏิทินจูเลียน ปฏิทินเกรกอเรียน และวิวัฒนาการของการนับวันเวลา

ย้อนกลับไปในอดีต ชาวอียิปต์โบราณเป็นชนชาติแรกๆ ที่เริ่มใช้ปฏิทินที่มี 365 วัน ต่อมาในยุคโรมัน จูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar) ได้นำระบบปฏิทินแบบอียิปต์มาปรับปรุง โดยกำหนดให้ปีหนึ่งมี 365 วัน และเพิ่มวันพิเศษเข้าไปในเดือนกุมภาพันธ์ทุกๆ 4 ปี ระบบปฏิทินนี้ถูกเรียกว่า “ปฏิทินจูเลียน” (Julian calendar)

อย่างไรก็ตาม ปฏิทินจูเลียนยังคงมีความคลาดเคลื่อนอยู่เล็กน้อย โดยเฉลี่ยแล้ว ปีจูเลียนจะยาวกว่าปีสุริยคติ ประมาณ 11 นาที 14 วินาที ความคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยนี้ อาจดูเหมือนไม่ส่งผลกระทบมากนักในช่วงเวลาสั้นๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายร้อยปี ความคลาดเคลื่อนนี้ก็เริ่มสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ

จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1582 สมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 13 ทรงเล็งเห็นถึงความคลาดเคลื่อนของปฏิทินจูเลียน จึงมีพระบัญชาให้แก้ไขระบบปฏิทินเสียใหม่ โดยกำหนดให้ปีที่หารด้วย 100 ลงตัว แต่หารด้วย 400 ไม่ลงตัว จะไม่ถูกนับเป็นปีอธิกสุรทิน ระบบปฏิทินที่ได้รับการแก้ไขใหม่นี้ ถูกเรียกว่า “ปฏิทินเกรกอเรียน” (Gregorian calendar) ซึ่งเป็นปฏิทินที่เราใช้กันอยู่ทั่วโลกในปัจจุบัน

Fun Fact!

รู้หรือไม่ว่า... คนที่เกิดวันที่ 29 กุมภาพันธ์ จะถูกเรียกว่า “Leap year baby” หรือ “Leapling” และวันเกิดครบรอบ 1 ปี ของพวกเขา จะถูกเลื่อนไปฉลองกันในวันที่ 1 มีนาคม หรือ 28 กุมภาพันธ์ แทน

ตารางด้านล่าง แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของปีอธิกสุรทิน ในปฏิทินจูเลียน และปฏิทินเกรกอเรียน

ปี ปฏิทินจูเลียน ปฏิทินเกรกอเรียน
1600 ปีอธิกสุรทิน ปีอธิกสุรทิน
1700 ปีอธิกสุรทิน ปีปกติ
1800 ปีอธิกสุรทิน ปีปกติ
1900 ปีอธิกสุรทิน ปีปกติ
2000 ปีอธิกสุรทิน ปีอธิกสุรทิน

จะเห็นได้ว่า การกำหนดหนึ่งปีให้มี 365 วัน และมีปีอธิกสุรทินทุกๆ 4 ปี เป็นผลมาจากความพยายามของมนุษย์ในการปรับระบบเวลาให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ซึ่งเป็นเรื่องราวทางดาราศาสตร์และประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

#ดาราศาสตร์ #ปีอธิกสุรทิน #ปฏิทิน #โลก

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม?

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? ในสังคมไทย การแสดงออกทางกายภาพเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่น ซึ่งมักจะมีข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หนึ่งในข้อห้ามที่พบเห็นได้บ่อยคือการลูบศีรษะผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า ศีรษะเป็นส่วนที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรให้ใครมาลูบเล่นโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปสำรวจเบื้องลึกของความเชื่อนี้ พร้อมทั้งอธิบายถึงที่มาที่ไป และเหตุผลประกอบต่างๆ ศีรษะ: ส่วนที่สูงส่งตามความเชื่อแบบพุทธศาสนา อิทธิพลของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยนั้นฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และได้หล่อหลอมแนวคิด ค่านิยม รวมถึงมารยาททางสังคมต่างๆ ของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในความเชื่อที่สืบทอดมาจากพุทธศาสนาคือการยกย่องให้ "ศีรษะ" เป็นส่วนที่สูงส่งที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่น และเป็นที่ตั้งของ "ม Crown Chakra" ซึ่งในทางจิตวิญญาณเชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของพลังงานบวกและสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ ...

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม 5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม ในสังคมที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคมเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม บทความนี้นำเสนอ 5 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณก้าวสู่การเป็นบุคคลที่มีคุณภาพและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกใบนี้ 1. ฝึกฝนการเป็นผู้ฟังที่ดี การฟังอย่างตั้งใจเป็นรากฐานสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า คนที่ฝึกฝนการฟังอย่างตั้งใจจะมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้นำที่ดีกว่า มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า เมื่อคุณฟังผู้อื่นอย่างตั้งใจ คุณจะสามารถเข้าใจมุมมอง ความคิด และความรู้สึกของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้ง สร้างความเข้าใจ และเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น 2. เสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) คือ ความสามารถในการรับรู้ เข้าใจ จัดการ และแสดงออกทางอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม งานวิจัยมากม...