ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

กะท่อม: ระหว่างสรรพคุณและความเสี่ยง

กะท่อม: ระหว่างสรรพคุณและความเสี่ยง

กะท่อม: ระหว่างสรรพคุณและความเสี่ยง

กะท่อม (Mitragyna speciosa) เป็นพืชที่พบได้ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใบของมันถูกนำมาใช้เป็นยาพื้นบ้านมานานหลายศตวรรษ เพื่อบรรเทาอาการปวด บรรเทาอาการท้องร่วง และเพิ่มพลังงาน สารสำคัญที่พบในกะท่อมคือไมทราไจนีน (Mitragynine) ซึ่งมีฤทธิ์ระงับปวดและกระตุ้นประสาท อย่างไรก็ตาม การใช้กะท่อมในปริมาณมาก หรือเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดการเสพติดได้

ไมทราไจนีน: สารสำคัญในกะท่อม

ไมทราไจนีนเป็นอัลคาลอยด์ที่พบมากที่สุดในกะท่อม มีฤทธิ์ในการจับกับตัวรับ opioid ในสมอง ซึ่งเป็นตัวรับเดียวกับที่มอร์ฟีนจับ ดังนั้น ไมทราไจนีนจึงมีฤทธิ์ระงับปวดได้เช่นเดียวกับมอร์ฟีน อย่างไรก็ตาม ไมทราไจนีนมีศักยภาพในการระงับปวดน้อยกว่ามอร์ฟีน นอกจากนี้ ไมทราไจนีนยังมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ซึ่งอาจทำให้รู้สึกตื่นตัวและมีพลังงานมากขึ้น

ผลของกะท่อมต่อร่างกาย

ผลของกะท่อมต่อร่างกายขึ้นอยู่กับปริมาณที่ใช้ ระยะเวลาที่ใช้ และความไวของแต่ละบุคคล ผลข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก ปากแห้ง และเวียนศีรษะ ในปริมาณที่สูง กะท่อมอาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงที่รุนแรงขึ้น เช่น ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว ชัก และโคม่า

ความเสี่ยงของการใช้กะท่อม

  1. การเสพติด: การใช้กะท่อมเป็นประจำ อาจนำไปสู่การเสพติดได้ เนื่องจากไมทราไจนีน สามารถกระตุ้นระบบการให้รางวัลในสมองได้
  2. การทนต่อยา: การใช้กะท่อมเป็นประจำ อาจทำให้ร่างกายเกิดการทนต่อยาได้ ซึ่งหมายความว่าต้องใช้ปริมาณที่มากขึ้น เพื่อให้ได้ผลเช่นเดิม
  3. ผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย: การใช้กะท่อมในปริมาณที่สูง หรือเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้
  4. ปฏิกิริยากับยาอื่นๆ: กะท่อมอาจมีปฏิกิริยากับยาอื่นๆ เช่น ยาระงับประสาท ยากล่อมประสาท และยาต้านการแข็งตัวของเลือด

สถานการณ์ของกะท่อม

กะท่อมยังคงเป็นพืชที่ถูกควบคุมในหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม มีการเคลื่อนไหวเพื่อให้กะท่อมถูกกฎหมายมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการใช้เป็นยารักษาโรค ตัวอย่างเช่น ในประเทศไทย มีการอนุญาตให้ใช้กะท่อม ในทางการแพทย์ภายใต้การดูแลของแพทย์ได้

ข้อควรพิจารณา

แม้ว่ากะท่อมจะมีสรรพคุณทางยา แต่ก็มีความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน ดังนั้น ควรใช้กะท่อมด้วยความระมัดระวัง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณกำลังตั้งครรภ์ ให้นมบุตร มีโรคประจำตัว หรือใช้ยาอื่นๆ อยู่

ข้อมูลสถิติ

ปี จำนวนผู้ใช้กะท่อมทั่วโลก (ประมาณ)
2016 4.5 ล้านคน
2020 7 ล้านคน

* ข้อมูลจาก: The United Nations Office on Drugs and Crime (UNODC)

Fun Fact

ในบางวัฒนธรรม เชื่อกันว่ากะท่อมสามารถช่วยให้เลิกยาเสพติดประเภทอื่นๆ ได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนข้ออ้างนี้

#กะท่อม #ไมทราไจนีน #สุขภาพ #ยาเสพติด

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม?

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? ในสังคมไทย การแสดงออกทางกายภาพเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่น ซึ่งมักจะมีข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หนึ่งในข้อห้ามที่พบเห็นได้บ่อยคือการลูบศีรษะผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า ศีรษะเป็นส่วนที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรให้ใครมาลูบเล่นโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปสำรวจเบื้องลึกของความเชื่อนี้ พร้อมทั้งอธิบายถึงที่มาที่ไป และเหตุผลประกอบต่างๆ ศีรษะ: ส่วนที่สูงส่งตามความเชื่อแบบพุทธศาสนา อิทธิพลของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยนั้นฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และได้หล่อหลอมแนวคิด ค่านิยม รวมถึงมารยาททางสังคมต่างๆ ของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในความเชื่อที่สืบทอดมาจากพุทธศาสนาคือการยกย่องให้ "ศีรษะ" เป็นส่วนที่สูงส่งที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่น และเป็นที่ตั้งของ "ม Crown Chakra" ซึ่งในทางจิตวิญญาณเชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของพลังงานบวกและสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ ...

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม 5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม ในสังคมที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคมเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม บทความนี้นำเสนอ 5 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณก้าวสู่การเป็นบุคคลที่มีคุณภาพและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกใบนี้ 1. ฝึกฝนการเป็นผู้ฟังที่ดี การฟังอย่างตั้งใจเป็นรากฐานสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า คนที่ฝึกฝนการฟังอย่างตั้งใจจะมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้นำที่ดีกว่า มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า เมื่อคุณฟังผู้อื่นอย่างตั้งใจ คุณจะสามารถเข้าใจมุมมอง ความคิด และความรู้สึกของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้ง สร้างความเข้าใจ และเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น 2. เสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) คือ ความสามารถในการรับรู้ เข้าใจ จัดการ และแสดงออกทางอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม งานวิจัยมากม...