ปรากฏการณ์แสงเหนือและแสงใต้ หรือที่รู้จักกันในชื่อ Aurora Borealis และ Aurora Australis ตามลำดับ ถือเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอันน่าตื่นตาตื่นใจ ที่มนุษย์ต่างหลงใหลมาเนิ่นนาน แสงสีสันสวยงามที่พาดผ่านท้องฟ้ายามค่ำคืน เกิดจากการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างอนุภาคจากดวงอาทิตย์กับชั้นบรรยากาศโลก แต่ทราบหรือไม่ว่า เมฆ ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งในชั้นบรรยากาศ นั้นแทบจะไม่มีบทบาทโดยตรงในการเกิดแสงเหนือและแสงใต้เลย
กลไกการเกิดแสงเหนือและแสงใต้
แสงเหนือ-แสงใต้ เกิดจากการที่อนุภาคพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์ เคลื่อนที่มายังโลกในรูปแบบของลมสุริยะ เมื่อลมสุริยะกระทบกับสนามแม่เหล็กโลก อนุภาคเหล่านี้จะถูกเบี่ยงเบนไปยังบริเวณขั้วโลกทั้งสอง และชนกับอะตอมของก๊าซในชั้นบรรยากาศ การชนกันนี้ส่งผลให้อะตอมของก๊าซในชั้นบรรยากาศได้รับพลังงาน และปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปของแสงสีต่างๆ เช่น สีเขียว สีแดง สีฟ้า และสีม่วง ขึ้นอยู่กับชนิดของก๊าซและระดับพลังงานที่ได้รับ
บทบาทของเมฆต่อแสงเหนือและแสงใต้
เมฆก่อตัวขึ้นในชั้นโทรโพสเฟียร์ ซึ่งเป็นชั้นบรรยากาศที่อยู่ใกล้พื้นโลกมากที่สุด ในขณะที่แสงเหนือ-แสงใต้เกิดขึ้นในชั้นเทอร์โมสเฟียร์ ซึ่งอยู่สูงกว่าชั้นโทรโพสเฟียร์มาก ดังนั้น เมฆจึงไม่ได้มีส่วนร่วมโดยตรงในการเกิดแสงเหนือ-แสงใต้ อย่างไรก็ตาม เมฆอาจส่งผลต่อการมองเห็นแสงเหนือ-แสงใต้ได้ หากมีเมฆปกคลุมท้องฟ้าหนาแน่น แสงจากแสงเหนือ-แสงใต้ก็จะถูกบดบัง ทำให้มองไม่เห็น
ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจเกี่ยวกับแสงเหนือและแสงใต้
- แสงเหนือ-แสงใต้สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แต่จะมองเห็นได้ชัดเจนที่สุดในช่วงเวลากลางคืนที่มืดมิด และในช่วงที่กิจกรรมบนดวงอาทิตย์มีมาก
- ประเทศที่ตั้งอยู่ใกล้กับขั้วโลกเหนือ เช่น แคนาดา อลาสกา นอร์เวย์ และรัสเซีย เป็นต้น เป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การชมแสงเหนือ
- ประเทศที่ตั้งอยู่ใกล้กับขั้วโลกใต้ เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี และอาร์เจนตินา เป็นต้น เป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การชมแสงใต้
สรุปแล้ว เมฆไม่มีบทบาทโดยตรงในการเกิดแสงเหนือและแสงใต้ แม้จะเป็นองค์ประกอบหนึ่งในชั้นบรรยากาศเช่นกัน แต่การก่อตัวและตำแหน่งของเมฆนั้นแตกต่างจากบริเวณที่เกิดแสงเหนือ-แสงใต้ อย่างไรก็ตาม เมฆอาจส่งผลต่อการมองเห็นปรากฏการณ์อันน่าอัศจรรย์นี้ได้ หากท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยเมฆหนาแน่น
#แสงเหนือ #แสงใต้ #AuroraBorealis #AuroraAustralis