วันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1963 เป็นวันที่โลกต้องจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ด้วยความโศกเศร้า เมื่อ จอห์น เอฟ. เคนเนดี ประธานาธิบดีคนที่ 35 ของสหรัฐอเมริกา ถูกลอบสังหารขณะลงพื้นที่พบปะประชาชนในเมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส เหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความตกตะลึงให้กับชาวอเมริกัน แต่ยังส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก
ในวันเกิดเหตุ ประธานาธิบดีเคนเนดีพร้อมด้วย แจ็กเกอลีน เคนเนดี ภริยา เดินทางด้วยรถยนต์เปิดประทุนไปตามท้องถนนที่เนืองแน่นไปด้วยฝูงชนที่มารอต้อนรับอย่างเนืองแน่น บรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่น ทว่าในเวลา 12:30 น. ขณะที่รถเคลื่อนตัวผ่านอาคารเก็บหนังสือเรียนเท็กซัส เสียงปืนดังขึ้นหลายนัด กระสุนนัดหนึ่งพุ่งเจาะศีรษะประธานาธิบดีเคนเนดีจนถึงแก่ความตาย
ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ อดีตพลทหารนาวิกโยธินสหรัฐฯ ซึ่งทำงานอยู่ที่อาคารเก็บหนังสือ ถูกจับกุมในข้อหาเป็นมือปืนสังหารประธานาธิบดีเคนเนดี อย่างไรก็ตาม ออสวอลด์ถูกยิงเสียชีวิตเพียงสองวันหลังจากถูกจับกุมโดย แจ็ก รูบี เจ้าของไนต์คลับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและซับซ้อนนี้ ยิ่งสร้างความคลุมเครือให้กับคดี ทำให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดมากมายที่พยายามหาคำตอบว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการลอบสังหาร และอะไรคือแรงจูงใจที่แท้จริง
คณะกรรมการวอร์เรน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีลินดอน บี. จอห์นสัน เพื่อสืบสวนเหตุการณ์ลอบสังหาร สรุปว่า ออสวอลด์เป็นผู้ลงมือเพียงคนเดียว แต่ข้อสรุปนี้กลับไม่สามารถหยุดยั้งข้อสงสัยของสาธารณชนได้ ผลสำรวจความคิดเห็นสาธารณะในปี ค.ศ. 2013 พบว่า ชาวอเมริกันกว่า 61% เชื่อว่าการลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดี เกิดจากแผนสมคบคิด
การลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดี ถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา ที่ยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้ เหตุการณ์นี้ไม่เพียงคร่าชีวิตผู้นำที่เปี่ยมไปด้วยบารมีและวิสัยทัศน์ แต่ยังทิ้งบาดแผลฉกรรจ์ไว้ในใจชาวอเมริกัน และบ่มเพาะความหวาดระแวงในสังคม
#JFK #ลอบสังหาร #ประธานาธิบดี #ออสวอลด์