เคล็ดลับการปลูกมะยมให้ผลดก
มะยม เป็นผลไม้พื้นบ้านของไทยที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน รสชาติเปรี้ยวอมหวาน นิยมรับประทานแบบสด จิ้มพริกเกลือ หรือแปรรูปเป็นมะยมดอง มะยมแช่อิ่ม นอกจากนี้ มะยมยังอุดมไปด้วยวิตามินซี ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน บำรุงผิวพรรณ และมีสารต้านอนุมูลอิสระ สำหรับใครที่สนใจอยากปลูกมะยมไว้ทานเองที่บ้าน บทความนี้ได้รวบรวมเคล็ดลับการปลูกมะยมให้ผลดก มาฝากกัน
1. การเลือกพันธุ์มะยม
พันธุ์มะยมที่นิยมปลูกในไทย ได้แก่
- มะยมเขียว
- มะยมแดง
- มะยมหวาน
โดยพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ มะยมเขียว เนื่องจากติดผลดก ให้ผลผลิตสูง
2. การเตรียมดินปลูก
มะยมเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุย ระบายน้ำดี ควรปรับปรุงดินโดยการผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักก่อนปลูก
3. การปลูกและระยะปลูก
สามารถปลูกได้ทั้งแบบเพาะเมล็ดและการตอนกิ่ง โดยขุดหลุมปลูกขนาด 50x50x50 เซนติเมตร ระยะปลูกที่เหมาะสมคือ 4x4 เมตร
4. การให้น้ำ
ควรรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงที่มะยมกำลังออกดอกและติดผล แต่ควรระวังอย่าให้ดินแฉะเกินไป เพราะอาจทำให้รากเน่าได้
5. การใส่ปุ๋ย
ควรใส่ปุ๋ยอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง โดยใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก นอกจากนี้ ควรใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 เสริมด้วย เพื่อให้มะยมได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน
6. การตัดแต่งกิ่ง
การตัดแต่งกิ่งช่วยให้มะยมแตกกิ่งใหม่ ทำให้ต้นโปร่ง แสงแดดส่องถึง ช่วยให้มะยมออกดอกติดผลดก โดยควรตัดแต่งกิ่งหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต
7. การป้องกันกำจัดศัตรูพืช
ศัตรูพืชที่สำคัญของมะยม ได้แก่ เพลี้ยแป้ง หนอนเจาะผล และโรครากเน่า ควรกำจัดวัชพืชรอบโคนต้นเป็นประจำ และฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างสม่ำเสมอ
8. การเก็บเกี่ยว
มะยมจะเริ่มให้ผลผลิตเมื่ออายุประมาณ 3-4 ปี โดยจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้เมื่อผลมีสีเขียวเข้ม สามารถเก็บเกี่ยวได้นาน 2-3 เดือน
| สารอาหาร | ปริมาณต่อ 100 กรัม |
|---|---|
| วิตามินซี | 25 มิลลิกรัม |
| แคลเซียม | 15 มิลลิกรัม |
| ฟอสฟอรัส | 10 มิลลิกรัม |
Fun Fact: รู้หรือไม่ว่า ต้นมะยมถือเป็นไม้มงคล เชื่อกันว่า หากปลูกไว้ทางทิศตะวันตกของบ้าน จะช่วยป้องกันศัตรู และเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลให้แก่ผู้อยู่อาศัย
#มะยม #ผลไม้ไทย #ปลูกมะยม #เคล็ดลับ