ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ใครจะไปเชื่อว่าอาหารที่เราทาน จะมีผลต่อสุขภาพและอารมณ์

ใครจะไปเชื่อว่าอาหารที่เราทาน จะมีผลต่อสุขภาพและอารมณ์

คุณเคยสังเกตไหมว่าบางครั้งหลังจากทานอาหารมื้อหนัก คุณรู้สึกง่วงเหงาหาวนอน หรือบางมื้อหลังทานอาหารเสร็จกลับรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า พร้อมลุยงานต่อได้อย่างไม่สะดุด ความจริงแล้วอาหารที่เรารับประทานเข้าไปไม่ได้เป็นเพียงแค่เชื้อเพลิงให้กับร่างกายเท่านั้น แต่อาหารยังส่งผลต่อสมอง ส่งผลต่อสารเคมีในร่างกาย และส่งผลต่ออารมณ์ของเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ

1. อาหารส่งผลต่อสมองอย่างไร ?

สมองของเราประกอบด้วยเซลล์ประสาทจำนวนมหาศาล ซึ่งเซลล์เหล่านี้จำเป็นต้องได้รับสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุที่เหมาะสมในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ อาหารที่เรารับประทานเข้าไปโดยเฉพาะอาหารประเภทโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน และแร่ธาตุ ล้วนมีผลต่อการทำงานของระบบประสาท การส่งสัญญาณประสาท และการผลิตสารสื่อประสาท (Neurotransmitters)

ยกตัวอย่างเช่น ทริปโตเฟน (Tryptophan) เป็นกรดอะมิโนที่พบมากในอาหารประเภทโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่วเหลือง เป็นต้น ทริปโตเฟนเป็นสารตั้งต้นในการผลิตเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมอารมณ์ ความรู้สึกผ่อนคลาย การนอนหลับ และความอยากอาหาร

สารสื่อประสาท อาหารที่ช่วยเพิ่ม ผลต่ออารมณ์
เซโรโทนิน กล้วย, ไข่, นม, เนื้อสัตว์, ถั่วเหลือง ผ่อนคลาย, อารมณ์ดี, ลดความวิตกกังวล
โดปามีน อัลมอนด์, อะโวคาโด, กล้วย, เนื้อสัตว์, ไข่ มีความสุข, ตื่นตัว, กระฉับกระเฉง
กาบา ข้าวกล้อง, ผักใบเขียว, ชาเขียว ผ่อนคลาย, ลดความเครียด, ลดความวิตกกังวล

งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง ไขมันทรานส์สูง และอาหารแปรรูป ส่งผลเสียต่อสุขภาพสมอง และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล และโรคทางระบบประสาทอื่น ๆ ได้

2. ลำไส้ : สมองที่สองของเรา

คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่าลำไส้ของเรามีระบบประสาทของตัวเอง ที่เรียกว่า "ระบบประสาทลำไส้" (Enteric Nervous System) ซึ่งมีเซลล์ประสาทมากกว่า 100 ล้านเซลล์ ระบบประสาทลำไส้มีหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบย่อยอาหาร ตั้งแต่การย่อย การดูดซึมสารอาหาร ไปจนถึงการขับถ่าย

ที่น่าสนใจคือ ระบบประสาทลำไส้สามารถสื่อสารกับสมองของเราได้โดยตรง ผ่านเส้นประสาทวากัส (Vagus Nerve) การสื่อสารนี้เป็นไปในสองทิศทาง นั่นหมายความว่า สุขภาพของลำไส้สามารถส่งผลต่ออารมณ์และการทำงานของสมอง และในทางกลับกัน อารมณ์และความเครียดก็สามารถส่งผลต่อสุขภาพของลำไส้ได้เช่นกัน

3. จุลินทรีย์ในลำไส้ : พันธมิตรที่ทรงพลัง

ในลำไส้ของเรามีจุลินทรีย์อาศัยอยู่จำนวนมหาศาล เรียกว่า "จุลินทรีย์ในลำไส้" (Gut Microbiota) ซึ่งมีทั้งจุลินทรีย์ที่ดีและจุลินทรีย์ที่ไม่ดี จุลินทรีย์เหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการย่อยอาหาร เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และผลิตสารสำคัญต่าง ๆ เช่น กรดไขมันสายสั้น (Short-chain Fatty Acids)

งานวิจัยพบว่า จุลินทรีย์ในลำไส้สามารถส่งผลต่ออารมณ์และพฤติกรรมของเราได้ โดยจุลินทรีย์ที่ดีจะช่วยลดความเครียด ลดความวิตกกังวล และส่งเสริมอารมณ์ที่ดี ในขณะที่จุลินทรีย์ที่ไม่ดีอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล และโรคออทิสติกได้

Fun Fact: รู้หรือไม่ว่า 95% ของเซโรโทนิน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยให้อารมณ์ดี ถูกผลิตขึ้นที่ลำไส้ ไม่ใช่ที่สมองอย่างที่หลายคนเข้าใจ

4. เลือกทานอาหารอย่างไร เพื่อสุขภาพกายและใจที่ดี

การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลากหลาย และครบถ้วน เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสุขภาพกายและใจที่ดี

  • เลือกรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี
  • เลือกรับประทานโปรตีนจากแหล่งที่หลากหลาย เช่น ปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ ถั่ว เต้าหู้
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูง ไขมันทรานส์สูง อาหารแปรรูป และอาหารที่มีโซเดียมสูง
  • ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 7-9 ชั่วโมง
  • จัดการความเครียดอย่างเหมาะสม เช่น การฝึกสมาธิ การออกกำลังกาย การพูดคุยกับคนใกล้ชิด

การดูแลสุขภาพกายและใจเป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ด้วยตัวเอง การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และจัดการความเครียด ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสมดุลให้กับร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ของเรา

อ้างอิง
- Anderson, J. L., Lustman, P. J., & Clouse, R. E. (2001). The acute effects of glucose on cognitive function in adults with insulin-dependent diabetes mellitus. The American journal of clinical nutrition, 73(5), 941-948.
- Benton, D. (2002). Plasma tryptophan ratio and aggressive behaviour. The British Journal of Psychiatry, 180(s42), 22-26.

#สุขภาพจิต #อาหารเพื่อสุขภาพ #อาหารบำรุงสมอง #จุลินทรีย์ในลำไส้

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม?

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? ในสังคมไทย การแสดงออกทางกายภาพเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่น ซึ่งมักจะมีข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หนึ่งในข้อห้ามที่พบเห็นได้บ่อยคือการลูบศีรษะผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า ศีรษะเป็นส่วนที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรให้ใครมาลูบเล่นโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปสำรวจเบื้องลึกของความเชื่อนี้ พร้อมทั้งอธิบายถึงที่มาที่ไป และเหตุผลประกอบต่างๆ ศีรษะ: ส่วนที่สูงส่งตามความเชื่อแบบพุทธศาสนา อิทธิพลของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยนั้นฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และได้หล่อหลอมแนวคิด ค่านิยม รวมถึงมารยาททางสังคมต่างๆ ของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในความเชื่อที่สืบทอดมาจากพุทธศาสนาคือการยกย่องให้ "ศีรษะ" เป็นส่วนที่สูงส่งที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่น และเป็นที่ตั้งของ "ม Crown Chakra" ซึ่งในทางจิตวิญญาณเชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของพลังงานบวกและสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ ...

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม 5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม ในสังคมที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคมเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม บทความนี้นำเสนอ 5 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณก้าวสู่การเป็นบุคคลที่มีคุณภาพและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกใบนี้ 1. ฝึกฝนการเป็นผู้ฟังที่ดี การฟังอย่างตั้งใจเป็นรากฐานสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า คนที่ฝึกฝนการฟังอย่างตั้งใจจะมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้นำที่ดีกว่า มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า เมื่อคุณฟังผู้อื่นอย่างตั้งใจ คุณจะสามารถเข้าใจมุมมอง ความคิด และความรู้สึกของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้ง สร้างความเข้าใจ และเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น 2. เสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) คือ ความสามารถในการรับรู้ เข้าใจ จัดการ และแสดงออกทางอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม งานวิจัยมากม...