ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ตาซ้ายกระตุก ตาขวากระตุก: เรื่องบังเอิญ หรือ สัญญาณบางอย่าง?



ตาซ้ายกระตุก ตาขวากระตุก: เรื่องบังเอิญ หรือ สัญญาณบางอย่าง?

ความเชื่อเรื่องการกระตุกของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เป็นความเชื่อที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นหูอื้อข้างซ้าย หมายถึง จะได้ลาภ หรือ จมูกบาน หมายถึง กำลังจะมีโชค ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ มักถูกถ่ายทอดผ่านคำบอกเล่าจากรุ่นสู่รุ่น และแน่นอนว่า ความเชื่อเรื่อง “ตากระตุก” ก็เป็นอีกหนึ่งความเชื่อที่หลายคนต่างคุ้นเคยกันดี โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่า “ตาซ้ายกระตุก หมายถึง จะมีเรื่องให้เสียใจ ส่วน ตาขวากระตุก หมายถึง กำลังจะมีโชค” แต่ความเชื่อนี้ จะมีข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์รองรับหรือไม่ ? บทความนี้จะพาคุณไปหาคำตอบพร้อมๆ กัน

ตาซ้ายกระตุก ตาขวากระตุก เกิดจากอะไร ?

ก่อนที่เราจะไปหาคำตอบว่า ความเชื่อเรื่องตากระตุก เป็นเรื่องจริงหรือไม่นั้น เราลองมาทำความรู้จักกับสาเหตุของอาการตากระตุกกันก่อน ซึ่งในทางการแพทย์ อาการตากระตุก (Eye Twitching) เป็นอาการที่เปลือกตาเกิดการกระตุกหรือสั่นไหว โดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งมักเกิดขึ้นกับเปลือกตาบนมากกว่าเปลือกตาล่าง โดยอาการกระตุกนี้ อาจเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วินาที หรือ อาจเป็นนานหลายชั่วโมง หรือ หลายวัน ซึ่งโดยส่วนใหญ่อาการตากระตุกมักจะหายไปเอง และ ไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด

สำหรับสาเหตุของอาการตากระตุก ส่วนใหญ่มักเกิดจาก

  1. ภาวะเครียด วิตกกังวล หรือ พักผ่อนไม่เพียงพอ
  2. ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน หรือ แอลกอฮอล์มากเกินไป
  3. ตาแห้ง
  4. ใช้สายตามากเกินไป เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ การดูโทรทัศน์ หรือ การอ่านหนังสือ เป็นเวลานาน
  5. ตาไวต่อแสง
  6. ได้รับผลข้างเคียงจากยาบางชนิด

อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี อาการตากระตุก อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคทางกายบางอย่างได้ เช่น

  1. ภาวะเปลือกตาอักเสบ
  2. ภาวะเยื่อบุตาอักเสบ
  3. โรคเบลล์ส พอลซี
  4. โรคพาร์กินสัน
  5. โรค Tourette's syndrome

ความเชื่อกับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์

แม้ว่าจะมีความเชื่อที่ว่า ตาซ้ายกระตุกจะพบกับเรื่องไม่ดี ส่วนตาขวากระตุกจะพบกับเรื่องดีๆ แต่ในทางวิทยาศาสตร์แล้ว ยังไม่มีหลักฐานใดๆ ที่สามารถยืนยันได้ว่า ความเชื่อนี้เป็นเรื่องจริง

จากข้อมูลทางสถิติ พบว่า ประชากรทั่วโลกกว่า 70% เคยมีอาการตากระตุก ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตุที่ไม่ร้ายแรง เช่น ภาวะเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือ การใช้สายตามากเกินไป และอาการเหล่านี้ สามารถหายได้เองภายในเวลาไม่นาน

เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์ ?

แม้ว่าโดยส่วนใหญ่อาการตากระตุกจะไม่เป็นอันตราย แต่หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

  1. ตากระตุกอย่างรุนแรง จนทำให้หลắmตาไม่ได้
  2. เปลือกตาตก
  3. มีขี้ตาหรือน้ำตาไหลออกมาผิดปกติ
  4. ตาแดง หรือ บวม
  5. ปวดตา
  6. มองเห็นภาพซ้อน
  7. อาการตากระตุก เป็นนานเกิน 1 สัปดาห์

วิธีบรรเทาอาการตากระตุกเบื้องต้น

คุณสามารถบรรเทาอาการตากระตุกเบื้องต้นได้ โดย

  1. พักผ่อนให้เพียงพอ
  2. ลดความเครียด
  3. ประคบดวงตาด้วยน้ำอุ่น
  4. นวดเปลือกตาเบาๆ
  5. หลีกเลี่ยงการใช้สายตามากเกินไป
  6. ดื่มน้ำมากๆ
  7. ลดปริมาณการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์

สรุป

ความเชื่อเรื่องตากระตุก เป็นเพียงความเชื่อที่สืบทอดกันมา แต่ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดๆ มายืนยัน ดังนั้น จึงไม่ควรยึดติดกับความเชื่อนี้มากจนเกินไป หากคุณมีอาการตากระตุก ควรสังเกตอาการของตัวเอง และดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ และ หลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆ ที่อาจกระตุ้นให้อาการแย่ลง แต่หากมีอาการรุนแรง หรือ ผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย และ รักษาอย่างถูกวิธีต่อไป

#ตาซ้ายกระตุก #ตาขวากระตุก #ความเชื่อ #สุขภาพ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers

การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การผสมผสานระหว่างอัลกอริธึมแบบดั้งเดิมอย่าง Decision Tree กับโมเดล Transformer ที่ทันสมัยกำลังเป็นที่สนใจอย่างมาก บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า Decision Tree Algorithm ทำงานอย่างไร และการนำ Transformer มาใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของอัลกอริธึมนี้สามารถสร้างผลลัพธ์ที่น่าทึ่งได้อย่างไร Decision Tree Algorithm คืออะไร? Decision Tree เป็นอัลกอริธึมการเรียนรู้ของเครื่องที่ใช้สำหรับการจำแนกประเภท (Classification) และการทำนาย (Regression) โดยอาศัยโครงสร้างแบบต้นไม้ (Tree Structure) ที่ประกอบด้วยโหนด (Node) และเส้นเชื่อม (Edge) แต่ละโหนดจะแทนคุณลักษณะ (Feature) ของข้อมูล และเส้นเชื่อมจะแทนการตัดสินใจที่นำไปสู่โหนดถัดไป ตัวอย่างเช่น หากเราต้องการจำแนกประเภทผลไม้ เราอาจเริ่มต้นด้วยโหนดแรกที่ถามว่า "ผลไม้มีสีแดงหรือไม่?" หากคำต...

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม?

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? ในสังคมไทย การแสดงออกทางกายภาพเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่น ซึ่งมักจะมีข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หนึ่งในข้อห้ามที่พบเห็นได้บ่อยคือการลูบศีรษะผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า ศีรษะเป็นส่วนที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรให้ใครมาลูบเล่นโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปสำรวจเบื้องลึกของความเชื่อนี้ พร้อมทั้งอธิบายถึงที่มาที่ไป และเหตุผลประกอบต่างๆ ศีรษะ: ส่วนที่สูงส่งตามความเชื่อแบบพุทธศาสนา อิทธิพลของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยนั้นฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และได้หล่อหลอมแนวคิด ค่านิยม รวมถึงมารยาททางสังคมต่างๆ ของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในความเชื่อที่สืบทอดมาจากพุทธศาสนาคือการยกย่องให้ "ศีรษะ" เป็นส่วนที่สูงส่งที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่น และเป็นที่ตั้งของ "ม Crown Chakra" ซึ่งในทางจิตวิญญาณเชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของพลังงานบวกและสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ ...

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...