ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ความจริงหรือแค่เรื่องเล่า? ถอดรหัสความเชื่อ "สมองเสื่อมตามวัย" กับการสูญเสียเซลล์สมอง 85,000 เซลล์ต่อวัน


ความจริงหรือแค่เรื่องเล่า? ถอดรหัสความเชื่อ "สมองเสื่อมตามวัย" กับการสูญเสียเซลล์สมอง 85,000 เซลล์ต่อวัน

ความจริงหรือแค่เรื่องเล่า? ถอดรหัสความเชื่อ "สมองเสื่อมตามวัย" กับการสูญเสียเซลล์สมอง 85,000 เซลล์ต่อวัน

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินประโยคสุดคลาสสิกที่ว่า “ยิ่งแก่ ยิ่งหลง” หรือ “สมองคนเราก็เหมือนกราฟ ต้นกราฟก็เรียนรู้ พอถึงจุดสูงสุดก็คงที่ สุดท้ายก็ดิ่งลง” ซึ่งเป็นความเชื่อที่ถูกปลูกฝังกันมาอย่างยาวนานว่า เมื่ออายุมากขึ้น สมองของคนเราก็จะเสื่อมถอยลงไปตามกาลเวลา พร้อมกับความเชื่อที่ว่า สมองของคนเราจะสูญเสียเซลล์ประสาทสมองไปวันละ 85,000 เซลล์ ฟังดูแล้วชวนให้กังวลไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ความเชื่อนี้จะเป็นเรื่องจริงหรือเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าที่บอกต่อกันมา? บทความนี้จะพาคุณไปหาคำตอบพร้อมกับไขความลับเกี่ยวกับการทำงานของสมอง รวมถึงวิธีการดูแลสมองให้แข็งแรงไปพร้อมๆ กัน

ไขความลับ “เซลล์สมอง” กับความจริงที่ควรรู้

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ “เซลล์สมอง” กันก่อน เซลล์สมองหรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า “เซลล์ประสาท” เป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณประสาท ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างมาก ต่อความคิด ความรู้สึก การเรียนรู้ ความจำ รวมไปถึงการควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย โดยสมองของมนุษย์เรามีเซลล์ประสาทอยู่ประมาณ 86,000 ล้านเซลล์

ถอดรหัสความเชื่อ “สมองเสื่อมตามวัย”

สำหรับความเชื่อที่ว่า คนเราจะสูญเสียเซลล์สมองไปวันละ 85,000 เซลล์ นั้นเป็นข้อมูลที่ “ไม่ถูกต้อง” แม้จะเป็นความจริงที่ว่า เมื่ออายุมากขึ้น จำนวนเซลล์ประสาทในสมองของคนเรา จะมีแนวโน้มลดลง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะสูญเสียเซลล์สมองไปมากขนาดนั้น จากงานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่า การลดลงของเซลล์สมองในแต่ละวันนั้นเป็น “จำนวนที่น้อยมาก” และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมองโดยรวมแต่อย่างใด

แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ “สมองเสื่อม”?

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานของสมองและอาจนำไปสู่ภาวะสมองเสื่อมมีหลายปัจจัย ไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องของอายุที่มากขึ้นเท่านั้น เช่น

  • พันธุกรรม
  • โรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การนอนหลับไม่เพียงพอ ขาดการออกกำลังกาย
  • ความเครียด
  • การได้รับบาดเจ็บที่สมอง

ดูแลสมองให้แข็งแรง ชะลอความเสื่อม

แม้ว่าเราจะไม่สามารถหยุดยั้งเวลาหรือปัจจัยทางพันธุกรรมได้ แต่เราสามารถชะลอความเสื่อมของสมองได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ดังนี้

หัวข้อ วิธีปฏิบัติ
การรับประทานอาหาร เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมอง เช่น ผัก ผลไม้ ปลาที่มีไขมันดี ธัญพืชไม่ขัดสี
การออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน
การฝึกสมอง ฝึกสมองเป็นประจำ เช่น อ่านหนังสือ เล่นเกมฝึกสมอง เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
การพักผ่อน นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน
การจัดการความเครียด ฝึกจัดการกับความเครียด เช่น การทำสมาธิ การฝึกหายใจ การทำกิจกรรมที่ชอบ

เห็นได้ว่าเรื่องของ “สมอง” เป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราไม่ควรมองข้าม การดูแลสุขภาพสมองเป็นสิ่งที่เราสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้สมองของเราสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและอยู่กับเราไปอีกนานแสนนาน

#สุขภาพ #สมอง #ความจำ #ดูแลตัวเอง

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม?

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? ในสังคมไทย การแสดงออกทางกายภาพเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่น ซึ่งมักจะมีข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หนึ่งในข้อห้ามที่พบเห็นได้บ่อยคือการลูบศีรษะผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า ศีรษะเป็นส่วนที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรให้ใครมาลูบเล่นโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปสำรวจเบื้องลึกของความเชื่อนี้ พร้อมทั้งอธิบายถึงที่มาที่ไป และเหตุผลประกอบต่างๆ ศีรษะ: ส่วนที่สูงส่งตามความเชื่อแบบพุทธศาสนา อิทธิพลของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยนั้นฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และได้หล่อหลอมแนวคิด ค่านิยม รวมถึงมารยาททางสังคมต่างๆ ของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในความเชื่อที่สืบทอดมาจากพุทธศาสนาคือการยกย่องให้ "ศีรษะ" เป็นส่วนที่สูงส่งที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่น และเป็นที่ตั้งของ "ม Crown Chakra" ซึ่งในทางจิตวิญญาณเชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของพลังงานบวกและสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ ...

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม 5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม ในสังคมที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคมเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม บทความนี้นำเสนอ 5 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณก้าวสู่การเป็นบุคคลที่มีคุณภาพและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกใบนี้ 1. ฝึกฝนการเป็นผู้ฟังที่ดี การฟังอย่างตั้งใจเป็นรากฐานสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า คนที่ฝึกฝนการฟังอย่างตั้งใจจะมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้นำที่ดีกว่า มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า เมื่อคุณฟังผู้อื่นอย่างตั้งใจ คุณจะสามารถเข้าใจมุมมอง ความคิด และความรู้สึกของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้ง สร้างความเข้าใจ และเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น 2. เสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) คือ ความสามารถในการรับรู้ เข้าใจ จัดการ และแสดงออกทางอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม งานวิจัยมากม...