ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

การกระตุ้นสมองด้วยแม่เหล็กแบบซ้ำรูปแบบใหม่ ช่วยลดเวลาในการรักษาโรคไบโพลาร์


การกระตุ้นสมองด้วยแม่เหล็กแบบซ้ำรูปแบบใหม่ ช่วยลดเวลาในการรักษาโรคไบโพลาร์

การกระตุ้นสมองด้วยแม่เหล็กแบบซ้ำรูปแบบใหม่ ช่วยลดเวลาในการรักษาโรคไบโพลาร์

โรคไบโพลาร์ หรือ โรคอารมณ์สองขั้ว เป็นความเจ็บป่วยทางจิตเวชที่ส่งผลต่ออารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมของผู้ป่วย โดยผู้ป่วยจะมีอาการของอารมณ์ที่ผันผวนอย่างรุนแรง สลับกันระหว่างช่วงอารมณ์ดีผิดปกติ หรือช่วงที่มีพลังงานสูง (Mania) กับ ช่วงอารมณ์ซึมเศร้าอย่างรุนแรง (Depression)

ปัจจุบัน การรักษาโรคไบโพลาร์หลักๆ จะใช้ยาเป็นหลัก ร่วมกับการรักษาทางจิตใจ และการปรับพฤติกรรม อย่างไรก็ตาม ยาที่ใช้รักษาโรคไบโพลาร์มักมีผลข้างเคียง และผู้ป่วยบางรายอาจไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาเท่าที่ควร ดังนั้น นักวิจัยจึงได้พยายามค้นหาวิธีการรักษาโรคไบโพลาร์แบบใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพและผลข้างเคียงน้อยกว่า ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “การกระตุ้นสมองด้วยแม่เหล็กแบบซ้ำ” หรือ Repetitive Transcranial Magnetic Stimulation (rTMS)

rTMS คืออะไร

rTMS เป็นเทคนิคการรักษาแบบไม่รุกล้ำ (Non-invasive) ที่ใช้สนามแม่เหล็กความเข้มข้นสูง เพื่อกระตุ้นหรือยับยั้งการทำงานของเซลล์ประสาทในสมอง โดยแพทย์จะวางขดลวดแม่เหล็กไว้ใกล้กับหนังศีรษะของผู้ป่วย และส่งคลื่นแม่เหล็กสั้นๆ ผ่านกะโหลกศีรษะไปยังบริเวณเป้าหมายในสมอง ซึ่งคลื่นแม่เหล็กนี้จะเหนี่ยวนำให้เกิดกระแสไฟฟ้าขนาดเล็กในเซลล์ประสาท ช่วยปรับเปลี่ยนกิจกรรมทางไฟฟ้าในสมอง

rTMS ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ในการรักษาโรคซึมเศร้าชนิดรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา และจากงานวิจัยจำนวนมาก พบว่า rTMS มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคไบโพลาร์เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการลดอาการซึมเศร้าในผู้ป่วยโรคไบโพลาร์

รูปแบบใหม่ของ rTMS ช่วยลดเวลาในการรักษา

เดิมที การรักษาด้วย rTMS นั้นใช้เวลานานพอสมควร โดยผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาติดต่อกันหลายสัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 ครั้ง แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการพัฒนารูปแบบใหม่ของ rTMS ที่เรียกว่า “Intermittent Theta Burst Stimulation (iTBS)” ซึ่งเป็นรูปแบบการกระตุ้นที่ให้ความถี่สูงขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ พบว่า iTBS สามารถลดระยะเวลาในการรักษาลงเหลือเพียง 1-2 สัปดาห์ โดยที่ยังคงประสิทธิภาพในการรักษาเทียบเท่ากับ rTMS แบบเดิม

ตัวอย่างงานวิจัยที่แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของ iTBS ในการรักษาโรคไบโพลาร์:

  • Blumberger DM, et al. (2018). Effectiveness of theta burst versus high-frequency repetitive transcranial magnetic stimulation in adults with depression: a systematic review and meta-analysis. The British Journal of Psychiatry, 212(6), 357-366.
  • Soares JC, et al. (2018). Accelerated intermittent theta burst stimulation as an antidepressant treatment for bipolar depression: A randomized controlled trial. Journal of Affective Disorders, 234, 194-202.

งานวิจัยเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า iTBS อาจเป็นทางเลือกในการรักษาโรคไบโพลาร์ที่มีประสิทธิภาพ ใช้เวลาน้อยกว่า และมีผลข้างเคียงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับ rTMS แบบเดิม

ผลข้างเคียงของ rTMS

โดยทั่วไปแล้ว rTMS ถือว่าเป็นวิธีการรักษาที่ปลอดภัย มีผลข้างเคียงน้อย ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยที่สุดคืออาการปวดศีรษะเล็กๆ ซึ่งมักจะหายไปเองภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังการรักษา อย่างไรก็ตาม rTMS อาจไม่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่น ผู้ป่วยที่มีประวัติของโรคลมชัก หรือผู้ป่วยที่มีโลหะฝังอยู่ในบริเวณศีรษะ ดังนั้น การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนรับการรักษาด้วย rTMS จึงเป็นสิ่งสำคัญ

อนาคตของ rTMS ในการรักษาโรคไบโพลาร์

แม้ว่า rTMS จะแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการรักษาโรคไบโพลาร์ แต่ยังคงต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัยในระยะยาว รวมถึงการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของ rTMS กับวิธีการรักษาแบบอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม ด้วยความก้าวหน้าทางเทคนิคและงานวิจัยที่เพิ่มมากขึ้น เชื่อว่าในอนาคต rTMS จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาโรคไบโพลาร์ และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

#สุขภาพจิต #ไบโพลาร์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม?

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? ในสังคมไทย การแสดงออกทางกายภาพเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่น ซึ่งมักจะมีข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หนึ่งในข้อห้ามที่พบเห็นได้บ่อยคือการลูบศีรษะผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า ศีรษะเป็นส่วนที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรให้ใครมาลูบเล่นโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปสำรวจเบื้องลึกของความเชื่อนี้ พร้อมทั้งอธิบายถึงที่มาที่ไป และเหตุผลประกอบต่างๆ ศีรษะ: ส่วนที่สูงส่งตามความเชื่อแบบพุทธศาสนา อิทธิพลของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยนั้นฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และได้หล่อหลอมแนวคิด ค่านิยม รวมถึงมารยาททางสังคมต่างๆ ของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในความเชื่อที่สืบทอดมาจากพุทธศาสนาคือการยกย่องให้ "ศีรษะ" เป็นส่วนที่สูงส่งที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่น และเป็นที่ตั้งของ "ม Crown Chakra" ซึ่งในทางจิตวิญญาณเชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของพลังงานบวกและสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ ...

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม 5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม ในสังคมที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคมเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม บทความนี้นำเสนอ 5 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณก้าวสู่การเป็นบุคคลที่มีคุณภาพและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกใบนี้ 1. ฝึกฝนการเป็นผู้ฟังที่ดี การฟังอย่างตั้งใจเป็นรากฐานสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า คนที่ฝึกฝนการฟังอย่างตั้งใจจะมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้นำที่ดีกว่า มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า เมื่อคุณฟังผู้อื่นอย่างตั้งใจ คุณจะสามารถเข้าใจมุมมอง ความคิด และความรู้สึกของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้ง สร้างความเข้าใจ และเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น 2. เสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) คือ ความสามารถในการรับรู้ เข้าใจ จัดการ และแสดงออกทางอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม งานวิจัยมากม...