ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ทำไมตุรกีถึงมี "ตาปีศาจ" ห้อยอยู่ทั่วไป? ความเชื่อและความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเครื่องรางสีฟ้าสดใสนี้คืออะไร?


ทำไมตุรกีถึงมี "ตาปีศาจ" ห้อยอยู่ทั่วไป? ความเชื่อและความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเครื่องรางสีฟ้าสดใสนี้คืออะไร?

ทำไมตุรกีถึงมี "ตาปีศาจ" ห้อยอยู่ทั่วไป? ความเชื่อและความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเครื่องรางสีฟ้าสดใสนี้คืออะไร?

หากคุณเคยเดินทางไปประเทศตุรกี หรือแม้แต่เห็นภาพถ่ายจากประเทศนี้ คุณอาจจะสังเกตเห็นสิ่งหนึ่งที่ดูแปลกตา นั่นคือ วัตถุทรงกลม สีฟ้า ขาว และดำ ที่ดูคล้ายดวงตา ซึ่งถูกแขวนอยู่ทั่วไปตามบ้านเรือน ร้านค้า หรือแม้กระทั่งติดอยู่กับสร้อยคอของผู้คน สิ่งนี้เรียกว่า "นัซาร์" หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ "ตาปีศาจ" (Evil Eye) แต่ทราบหรือไม่ว่า เบื้องหลังเครื่องรางสีสันสดใสนี้ ซ่อนความเชื่อและความหมายที่ลึกซึ้งเอาไว้มากมาย

ต้นกำเนิดแห่งความเชื่อเรื่อง "ตาปีศาจ"

ความเชื่อเรื่อง "ตาปีศาจ" นั้นมีมาแต่โบราณ เกิดขึ้นมานานกว่า 5,000 ปีแล้ว โดยมีรากฐานมาจากความเชื่อเรื่องโชคลางและไสยศาสตร์ ซึ่งเชื่อกันว่า ดวงตาของมนุษย์เรานั้นมีพลังงานบางอย่างซ่อนอยู่ และสามารถส่งพลังงานด้านลบ หรือที่เรียกว่า "ดวงตาที่สาม" ออกมาทำร้ายผู้อื่นได้โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนๆ นั้นเกิดความรู้สึกอิจฉา ริษยา หรือชื่นชมอย่างมากจนเกินไป พลังงานด้านลบนี้จะถูกส่งผ่านออกมาทางสายตา และส่งผลร้ายต่อผู้ที่ตกเป็นเป้าหมาย ทำให้เกิดความเจ็บป่วย โชคร้าย หรือแม้กระทั่งถึงแก่ชีวิตได้

นัซาร์: เครื่องรางป้องกันภัยจาก "ตาปีศาจ"

ด้วยความเชื่อเรื่อง "ตาปีศาจ" ที่แพร่หลาย ผู้คนในสมัยโบราณจึงคิดค้นเครื่องรางป้องกันภัยขึ้นมา นั่นคือ "นัซาร์" (Nazar) โดยเชื่อกันว่า "นัซาร์" จะทำหน้าที่เป็นดวงตาอีกดวงหนึ่ง คอยสะท้อนพลังงานด้านลบกลับไปยังผู้ที่ส่งมันมา ป้องกันไม่ให้พลังงานร้ายๆ เหล่านั้นมาทำอันตรายต่อตนเองและคนที่รักได้

"นัซาร์" ในภาษาตุรกี หรือที่บางครั้งเรียกว่า "ตาสีฟ้า" (Blue Eye) มักทำจากแก้ว หรือเซรามิก สีฟ้า ขาว และดำ โดยสีฟ้าเป็นสัญลักษณ์ของท้องฟ้า น้ำ และความโชคดี ส่วนสีขาวเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ และสีดำเป็นสัญลักษณ์ของพลังงานด้านลบ "นัซาร์" มีหลายรูปแบบ ทั้งแบบที่เป็นจี้ เครื่องประดับ ติดประตูบ้าน หรือแม้กระทั่งติดอยู่กับสินค้าต่างๆ

"นัซาร์" กับอิทธิพลทางวัฒนธรรม

ความเชื่อเรื่อง "ตาปีศาจ" และการใช้นัซาร์ เป็นเครื่องรางป้องกันภัย ไม่ได้พบเห็นแค่ในตุรกีเท่านั้น แต่ยังแพร่หลายไปยังประเทศอื่นๆ ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ อีกด้วย ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีความเชื่อ วิธีการใช้ และรูปแบบของนัซาร์ที่แตกต่างกันออกไป

แม้ว่าในปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จะทำให้หลายคนมองว่า ความเชื่อเรื่อง "ตาปีศาจ" เป็นเพียงเรื่องงมงาย แต่ "นัซาร์" ก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาวตุรกี และชาวโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการเป็นเครื่องรางนำโชค สิ่งของมงคล รวมถึงเป็นของฝากยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวอีกด้วย

ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "นัซาร์"

  • ประเทศตุรกี ผลิต "นัซาร์" ออกมาปีละหลายล้านชิ้น เพื่อรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยวทั่วโลก
  • ในอดีต เชื่อกันว่า หาก "นัซาร์" เกิดรอยร้าวหรือแตก นั่นหมายความว่า มันได้ทำหน้าที่ป้องกันภัยจาก "ตาปีศาจ" สำเร็จแล้ว
  • "นัซาร์" ไม่ได้มีแค่สีฟ้า ขาว และดำ เท่านั้น แต่ยังมีสีอื่นๆ อีก เช่น สีเขียว สีแดง สีเหลือง ซึ่งแต่ละสีก็จะมีความหมายที่แตกต่างกันออกไป

"นัซาร์" ในโลกสมัยใหม่

แม้ว่าความเชื่อเรื่อง "ตาปีศาจ" อาจจะไม่เป็นที่แพร่หลายในโลกยุคใหม่ แต่ "นัซาร์" ก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์ที่ได้รับความนิยม โดยถูกนำไปใช้ในงานออกแบบต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องประดับ ของตกแต่งบ้าน หรือแม้กระทั่งโลโก้ของแบรนด์สินค้าต่างๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า "นัซาร์" ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องรางป้องกันภัยอีกต่อไป แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรม ความเชื่อ และความสวยงามที่อยู่เหนือกาลเวลาอีกด้วย


#ตุรกี #ตาปีศาจ #นัซาร์ #เครื่องราง

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด-19 ต่อการวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเซลล์เบซัล: บทเรียนจาก Lower Silesia กับแนวคิด "หนี้สุขภาพ"

ผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด-19 ต่อการวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเซลล์เบซัล: บทเรียนจาก Lower Silesia กับแนวคิด "หนี้สุขภาพ" ผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด-19 ต่อการวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเซลล์เบซัล: บทเรียนจาก Lower Silesia กับแนวคิด "หนี้สุขภาพ" การระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบสาธารณสุขทั่วโลก หนึ่งในผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจน คือ ภาวะ "หนี้สุขภาพ" (Health Debt) ซึ่งหมายถึง การเลื่อน หรือ ละเลยการรักษาโรคเรื้อรัง หรือ โรคอื่นๆ เนื่องจากทรัพยากรด้านสาธารณสุขถูกนำไปใช้รับมือกับวิกฤตการณ์โควิด-19 บทความวิจัย JCM, Vol. 13, Pages 4923: The Concept of Health Debt Incurred during the COVID-19 Pandemic on the Example of Basal Cell Skin Cancer Diagnosis in Lower Silesia ได้นำเสนอตัวอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาวะ "หนี้สุขภาพ" นี้ ผ่านการศึกษาการวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเซลล์เบซัล ในภูมิภาค Lower Silesia ประเทศโปแลนด์ มะเร็งผิวหนังชนิดเซลล์เบซัล: โรคที่ไม่ควรมองข้าม มะเร็งผิวหนังชนิดเซลล์เบซัล (B...

งูปล้องฉนวน สัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กที่พบเฉพาะในถ้ำของประเทศไทย

งูปล้องฉนวน สัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กที่พบเฉพาะในถ้ำของประเทศไทย งูปล้องฉนวน สัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กที่พบเฉพาะในถ้ำของประเทศไทย ประเทศไทยนั้น นอกจากจะเป็นดินแดนแห่งรอยยิ้มและอาหารรสเลิศแล้ว ยังเป็นบ้านของสัตว์น้อยใหญ่หลากหลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งประเทศไทยติดอันดับต้นๆ ของโลกในด้านความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์กลุ่มนี้ และหนึ่งในนั้นคืองู หนึ่งในสัตว์เลื้อยคลานที่คนไทยส่วนใหญ่มักจะรู้สึกกลัวเมื่อพบเจอ แต่วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับงูชนิดหนึ่ง ที่มีขนาดเล็ก อาศัยอยู่ในถ้ำ และไม่มีพิษภัย นั่นก็คือ “งูปล้องฉนวน” สัตว์เลื้อยคลานหายากที่พบได้เฉพาะในถ้ำของประเทศไทยเท่านั้น ลักษณะทั่วไปของงูปล้องฉนวน งูปล้องฉนวน (Indotyphlops braminus) หรือที่บางครั้งถูกเรียกว่า งูบอด หรือ งูดิน เป็นงูขนาดเล็กมาก มีลำตัวเรียวยาวคล้ายไส้เดือน ความยาวลำตัวเต็มที่ไม่เกิน 20 เซนติเมตร ลักษณะเด่นคือ มีเกล็ดขนาดเล็กเรียบลื่นเป็นมันวาวสีดำคล้ำหรือสีน้ำตาลเข้...

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...