ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

อิตาลี ตำนานแห่งพิซซ่า แป้งแห่งเนเปิลส์


อิตาลี ตำนานแห่งพิซซ่า แป้งแห่งเนเปิลส์

อิตาลี ตำนานแห่งพิซซ่า แป้งแห่งเนเปิลส์

หากพูดถึงอาหารอิตาเลียน คงไม่มีใครไม่รู้จัก “พิซซ่า” อาหารยอดนิยมที่โด่งดังไปทั่วโลก ด้วยรสชาติที่หลากหลาย ตั้งแต่แบบคลาสสิกไปจนถึงแบบประยุกต์ใหม่ ๆ ทำให้พิซซ่าเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนทุกเพศทุกวัย แต่ทราบหรือไม่ว่า เบื้องหลังความอร่อยของพิซซ่านั้น ซ่อนเรื่องราวประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมอันยาวนานของอิตาลีเอาไว้มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองเนเปิลส์ ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นต้นกำเนิดของพิซซ่าอย่างแท้จริง

1. กำเนิดแห่งรสชาติ บนแผ่นดินเนเปิลส์

ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 18 เมืองเนเปิลส์ ประเทศอิตาลี ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองท่าที่มีความคึกคักและมีประชากรหนาแน่น ทำให้ความต้องการอาหารที่รวดเร็วและราคาถูกมีมากเป็นพิเศษ พิซซ่าในยุคแรกจึงถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านี้ โดยมีลักษณะเป็นเพียงขนมปังแผ่นแบนราดด้วยมะเขือเทศ ชีส และเครื่องเทศง่าย ๆ ซึ่งหาได้ทั่วไปในท้องถิ่น

จุดเปลี่ยนสำคัญของพิซซ่าเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1889 เมื่อ “ราฟาเอเล เอสโปซิโต้” พิซซ่าiolo (ช่างทำพิซซ่า) ชื่อดังแห่งร้าน Pietro e Basta Così ได้รับโอกาสอันยิ่งใหญ่ ในการรังสรรค์พิซซ่าถวายแด่ สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกอริตาแห่งซาวอย พระมเหสีในพระจุฑาธิปไตยกุมแบร์โตที่ 1 แห่งอิตาลี เขาได้รังสรรค์พิซซ่า 3 หน้าพิเศษเพื่อทูลเกล้าฯ ถวาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือพิซซ่าที่ใช้วัตถุดิบ 3 สี ได้แก่ มะเขือเทศสีแดง, มอสซาเรลล่าชีสสีขาว และใบโหระพาสดสีเขียว ซึ่งเป็นสีสัญลักษณ์ของธงชาติอิตาลี

ปรากฏว่า พิซซ่าหน้าดังกล่าวถูกพระทัยสมเด็จพระราชินีฯ เป็นอย่างมาก จนได้รับการขนานนามว่า “พิซซ่ามาร์เกอริตา” ตามพระนามของพระองค์ นับแต่นั้นมา ชื่อเสียงของพิซซ่า ก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น และแพร่หลายออกไปนอกเมืองเนเปิลส์ กลายเป็นอาหารยอดนิยมของชาวอิตาเลียนทั่วประเทศ และได้รับความนิยมไปทั่วโลกในที่สุด

2. ความลับของความอร่อย ในแบบฉบับเนเปิลส์

ความอร่อยของพิซซ่าเนเปิลส์ ไม่ได้อยู่ที่เพียงแค่เรื่องราวทางประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังอยู่ที่เทคนิคการทำที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่วัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างดี ไปจนถึงกระบวนการอบที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีส่วนสำคัญที่ทำให้พิซซ่าเนเปิลส์มีรสชาติเป็นเลิศ

2.1 แป้งพิซซ่า :

- ต้องใช้แป้งสาลี durum wheat ชนิด “00” ซึ่งมีโปรตีนต่ำ ทำให้ได้แป้งที่ยืดหยุ่นและนุ่มฟูเป็นพิเศษ - ใช้น้ำ แป้ง ยีสต์ และเกลือ ในปริมาณที่เหมาะสม ตามสูตรเฉพาะของแต่ละร้าน - นวดแป้งด้วยมืออย่างพิถีพิถัน เป็นเวลาอย่างน้อย 10 นาที เพื่อให้แป้งเกิดโครงสร้างกลูเตนที่ดี - พักแป้งให้ขึ้นฟูอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นเวลาอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เพื่อให้ได้แป้งที่กรอบนอกนุ่มใน

2.2 ซอสมะเขือเทศ:

- ใช้มะเขือเทศพันธุ์ San Marzano ซึ่งมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว เป็นเอกลักษณ์ ปลูกในพื้นที่ภูเขาไฟวิสุเวียส - ปรุงรสด้วยเกลือ กระเทียม และใบโหระพาสด อย่างเรียบง่าย เพื่อคงรสชาติที่เป็นธรรมชาติของมะเขือเทศ

2.3 ชีส:

- นิยมใช้มอสซาเรลล่าชีสสดแบบ fior di latte ซึ่งทำจากนมควาย มีรสชาติเข้มข้น หอมมัน - บางร้านอาจใช้ชีสอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น Ricotta, Provolone หรือ Parmesan ขึ้นอยู่กับสูตรของแต่ละร้าน

2.4 การอบ:

- อบในเตาอบพิซซ่าแบบใช้ฟืน ซึ่งใช้ไม้โอ๊คเป็นเชื้อเพลิง ให้ความร้อนสูงถึง 400-500 องศาเซลเซียส - อบเป็นเวลาสั้น ๆ เพียง 60-90 วินาที เพื่อให้แป้งกรอบนอกนุ่มใน ชีสละลายเยิ้ม และวัตถุดิบสุกอย่างทั่วถึง

3. มรดกทางวัฒนธรรม อันแสนภาคภูมิใจ

ปัจจุบัน พิซซ่าเนเปิลส์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่อาหาร แต่ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ แห่งวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของเมืองเนเปิลส์ และประเทศอิตาลีไปแล้ว โดยในปี ค.ศ. 2017 องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศให้ “ศิลปะการทำพิซซ่าแบบเนเปิลส์” เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Intangible Cultural Heritage of Humanity)

การได้รับการยอมรับจากยูเนสโกในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าและความสำคัญของพิซซ่าเนเปิลส์ ที่มีต่อชาวอิตาเลียนและผู้คนทั่วโลก ตอกย้ำให้เห็นว่า พิซซ่าไม่ใช่แค่อาหาร แต่เป็นศิลปะ วัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น และจะยังคงอยู่คู่กับโลกใบนี้ต่อไป

4. ข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับพิซซ่า

มาปิดท้ายกันด้วยข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับพิซซ่า ที่อาจจะไม่เคยรู้มาก่อน

หัวข้อ ข้อมูล
พิซซ่าที่แพงที่สุดในโลก มีราคา 8,300 ยูโร ทำโดยเชฟ Renato Viola ในอิตาลี
วันพิซซ่าแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ตรงกับวันที่ 9 กุมภาพันธ์ของทุกปี
พิซซ่าที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 39.9 เมตร ทำในประเทศแอฟริกาใต้ ในปี 1990

#พิซซ่า #อิตาลี #เนเปิลส์ #อาหารอิตาเลียน

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม?

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? ในสังคมไทย การแสดงออกทางกายภาพเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่น ซึ่งมักจะมีข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หนึ่งในข้อห้ามที่พบเห็นได้บ่อยคือการลูบศีรษะผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า ศีรษะเป็นส่วนที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรให้ใครมาลูบเล่นโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปสำรวจเบื้องลึกของความเชื่อนี้ พร้อมทั้งอธิบายถึงที่มาที่ไป และเหตุผลประกอบต่างๆ ศีรษะ: ส่วนที่สูงส่งตามความเชื่อแบบพุทธศาสนา อิทธิพลของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยนั้นฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และได้หล่อหลอมแนวคิด ค่านิยม รวมถึงมารยาททางสังคมต่างๆ ของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในความเชื่อที่สืบทอดมาจากพุทธศาสนาคือการยกย่องให้ "ศีรษะ" เป็นส่วนที่สูงส่งที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่น และเป็นที่ตั้งของ "ม Crown Chakra" ซึ่งในทางจิตวิญญาณเชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของพลังงานบวกและสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ ...

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม 5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม ในสังคมที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคมเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม บทความนี้นำเสนอ 5 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณก้าวสู่การเป็นบุคคลที่มีคุณภาพและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกใบนี้ 1. ฝึกฝนการเป็นผู้ฟังที่ดี การฟังอย่างตั้งใจเป็นรากฐานสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า คนที่ฝึกฝนการฟังอย่างตั้งใจจะมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้นำที่ดีกว่า มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า เมื่อคุณฟังผู้อื่นอย่างตั้งใจ คุณจะสามารถเข้าใจมุมมอง ความคิด และความรู้สึกของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้ง สร้างความเข้าใจ และเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น 2. เสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) คือ ความสามารถในการรับรู้ เข้าใจ จัดการ และแสดงออกทางอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม งานวิจัยมากม...