ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

วันวัฒนธรรม: สีสันแห่งการเฉลิมฉลองขนบธรรมเนียมญี่ปุ่น

วันวัฒนธรรม: สีสันแห่งการเฉลิมฉลองขนบธรรมเนียมญี่ปุ่น

วันวัฒนธรรม: สีสันแห่งการเฉลิมฉลองขนบธรรมเนียมญี่ปุ่น

ทุกวันที่ 3 พฤศจิกายน ของทุกปี ชาวญี่ปุ่นทั่วประเทศจะร่วมกันเฉลิมฉลอง วันวัฒนธรรม (文化の日 Bunka no Hi) ซึ่งเป็นวันหยุดราชการที่สำคัญวันหนึ่งของญี่ปุ่น ที่กำหนดขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้ระลึกถึงความสำคัญของวัฒนธรรม ศิลปะ และขนบธรรมเนียมประเพณีอันงดงามที่สืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนาน

ประวัติความเป็นมาของวันวัฒนธรรม

วันวัฒนธรรมนั้น เดิมทีถูกกำหนดให้เป็นวันเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพของ จักรพรรดิเมจิ (明治天皇 Meiji Tennō) และถูกเรียกว่า วันเมจิเซ็ตสึ (明治節 Meiji-setsu) หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในปี ค.ศ. 1947 (พ.ศ. 2490) โดยมีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาบางส่วนให้สอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้น

หนึ่งในนั้นคือการยกเลิกวันเมจิเซ็ตสึ และกำหนดให้วันที่ 3 พฤศจิกายน เป็นวันวัฒนธรรมแทน เพื่อเป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของสันติภาพ เสรีภาพ และวัฒนธรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

กิจกรรมที่น่าสนใจในวันวัฒนธรรม

ในวันวัฒนธรรม สถานที่ราชการและสถานศึกษาต่าง ๆ จะประดับธงชาติญี่ปุ่น และจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมมากมายให้ประชาชนได้ร่วมสนุกสนานและเรียนรู้ อาทิ

  1. พิธีมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ - จักรพรรดิจะทรงเป็นประธานในพิธีมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ณ พระราชวังหลวงโตเกียว แก่บุคคลที่มีความโดดเด่นในด้านต่าง ๆ เช่น วัฒนธรรม ศิลปะ วิทยาศาสตร์ และผู้ที่สร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคม
  2. ขบวนพาเหรด - จะมีการจัดขบวนพาเหรดที่ยิ่งใหญ่ตระการตาไปตามท้องถนน โดยผู้ร่วมขบวนพาเหรดจะแต่งกายด้วยชุดประจำชาติญี่ปุ่น เช่น ชุดกิโมโน และแสดงศิลปะการแสดงพื้นเมือง เช่น การร่ายรำแบบญี่ปุ่น การตีกลองไทโกะ เป็นต้น
  3. งานเทศกาลต่าง ๆ - วัด ศาลเจ้า และสวนสาธารณะหลายแห่ง จะจัดงานเทศกาลและกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่าง ๆ เช่น การจัดแสดงดอกไม้แบบญี่ปุ่น การจัดแสดงและสาธิตงานฝีมือพื้นเมือง การแสดงดนตรีและนาฏศิลป์ เป็นต้น
  4. พิพิธภัณฑ์และหอศิลป์เปิดให้เข้าชมฟรี - ในวันนี้ หลายพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์จะเปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรี เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนได้เรียนรู้และซึมซับศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ

ข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับวันวัฒนธรรม

ทราบหรือไม่ว่า... วันที่ 3 พฤศจิกายน ไม่เพียงแต่เป็นวันวัฒนธรรมของญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังตรงกับวันประกาศอิสรภาพของสาธารณรัฐโดมินิกา และวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกของปานามาอีกด้วย

นอกจากนี้ จากการสำรวจของกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของญี่ปุ่น พบว่าในปี ค.ศ. 2022 (พ.ศ. 2565) ที่ผ่านมา มีประชาชนชาวญี่ปุ่นเข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมในวันวัฒนธรรมมากกว่า 10 ล้านคน เลยทีเดียว

บทสรุป

วันวัฒนธรรม ถือเป็นวันสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมอันดีงามของชาวญี่ปุ่น พร้อมทั้งเป็นโอกาสอันดีที่ผู้คนในสังคมจะได้ร่วมกันอนุรักษ์และสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณี ให้คงอยู่สืบไป

#วันวัฒนธรรม #ญี่ปุ่น #วัฒนธรรม #ขนบธรรมเนียม

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม?

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? ในสังคมไทย การแสดงออกทางกายภาพเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่น ซึ่งมักจะมีข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หนึ่งในข้อห้ามที่พบเห็นได้บ่อยคือการลูบศีรษะผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า ศีรษะเป็นส่วนที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรให้ใครมาลูบเล่นโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปสำรวจเบื้องลึกของความเชื่อนี้ พร้อมทั้งอธิบายถึงที่มาที่ไป และเหตุผลประกอบต่างๆ ศีรษะ: ส่วนที่สูงส่งตามความเชื่อแบบพุทธศาสนา อิทธิพลของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยนั้นฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และได้หล่อหลอมแนวคิด ค่านิยม รวมถึงมารยาททางสังคมต่างๆ ของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในความเชื่อที่สืบทอดมาจากพุทธศาสนาคือการยกย่องให้ "ศีรษะ" เป็นส่วนที่สูงส่งที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่น และเป็นที่ตั้งของ "ม Crown Chakra" ซึ่งในทางจิตวิญญาณเชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของพลังงานบวกและสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ ...

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม 5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม ในสังคมที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคมเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม บทความนี้นำเสนอ 5 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณก้าวสู่การเป็นบุคคลที่มีคุณภาพและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกใบนี้ 1. ฝึกฝนการเป็นผู้ฟังที่ดี การฟังอย่างตั้งใจเป็นรากฐานสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า คนที่ฝึกฝนการฟังอย่างตั้งใจจะมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้นำที่ดีกว่า มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า เมื่อคุณฟังผู้อื่นอย่างตั้งใจ คุณจะสามารถเข้าใจมุมมอง ความคิด และความรู้สึกของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้ง สร้างความเข้าใจ และเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น 2. เสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) คือ ความสามารถในการรับรู้ เข้าใจ จัดการ และแสดงออกทางอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม งานวิจัยมากม...