ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ศาลฟิลิปปินส์อนุญาตให้แรปเปลอร์ สื่อออนไลน์ ยังคงดำเนินกิจการต่อได้

ศาลฟิลิปปินส์อนุญาตให้แรปเปลอร์ สื่อออนไลน์ ยังคงดำเนินกิจการต่อได้

ศาลฟิลิปปินส์อนุญาตให้แรปเปลอร์ สื่อออนไลน์ ยังคงดำเนินกิจการต่อได้

ในวันที่ 26 มกราคม 2566 ศาลฟิลิปปินส์มีคำพิพากษาให้องค์กรข่าวออนไลน์ แรปเปลอร์ สามารถดำเนินกิจการต่อได้ นับเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของเสรีภาพสื่อมวลชนในฟิลิปปินส์ หลังจากที่แรปเปลอร์ถูกสั่งปิดโดยรัฐบาลก่อนหน้านี้

แรปเปลอร์ เป็นองค์กรข่าวอิสระที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2555 โดย มาเรีย เรสซา นักข่าวหญิงผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ และเป็นที่รู้จักในฐานะสื่อที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แรปเปลอร์เผชิญกับการข่มขู่ คุกคาม และคดีความจากรัฐบาลฟิลิปปินส์ภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดีโรดริโก ดูแตร์เต

จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระหว่างแรปเปลอร์และรัฐบาล เกิดขึ้นในปี 2560 เมื่อแรปเปลอร์รายงานข่าวเกี่ยวกับ “สงครามยาเสพติด” ของดูแตร์เต ซึ่งมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดยแรปเปลอร์ตั้งคำถามถึงความชอบธรรมและละเมิดสิทธิมนุษยชนในปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ หลังจากนั้น แรปเปลอร์ถูกเพ่งเล็งจากรัฐบาลอย่างหนัก ถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการ ถูกตั้งข้อหาเลี่ยงภาษี และถูกกล่าวหาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาของศาลในครั้งนี้ ได้ยืนยันว่าการเพิกถอนใบอนุญาตของแรปเปลอร์นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการคุกคามเสรีภาพสื่อมวลชนอย่างชัดเจน ศาลชี้ว่ารัฐบาลไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าแรปเปลอร์ละเมิดกฎหมาย และย้ำถึงความสำคัญของสื่อมวลชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

คำตัดสินของศาลได้รับการยกย่องจากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพสื่อมวลชนทั่วโลก คณะกรรมการคุ้มครองนักข่าว (CPJ) ระบุว่าเป็น “ชัยชนะครั้งสำคัญของเสรีภาพสื่อมวลชนในฟิลิปปินส์” ขณะที่ นักข่าวไร้พรมแดน (RSF) เรียกร้องให้รัฐบาลฟิลิปปินส์ “ยุติการคุกคามสื่อมวลชน”

ชัยชนะของแรปเปลอร์ในครั้งนี้ นับเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเสรีภาพสื่อมวลชนในฟิลิปปินส์ อย่างไรก็ตาม เส้นทางของสื่อมวลชนในการทำหน้าที่ตรวจสอบผู้มีอำนาจยังคงเต็มไปด้วยอุปสรรค นักข่าวไร้พรมแดน จัดอันดับดัชนีเสรีภาพสื่อมวลชนโลกประจำปี 2565 โดยฟิลิปปินส์อยู่ในอันดับที่ 147 จาก 180 ประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่สื่อมวลชนฟิลิปปินส์ยังคงเผชิญอยู่

#สื่อมวลชน #ฟิลิปปินส์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers

การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การผสมผสานระหว่างอัลกอริธึมแบบดั้งเดิมอย่าง Decision Tree กับโมเดล Transformer ที่ทันสมัยกำลังเป็นที่สนใจอย่างมาก บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า Decision Tree Algorithm ทำงานอย่างไร และการนำ Transformer มาใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของอัลกอริธึมนี้สามารถสร้างผลลัพธ์ที่น่าทึ่งได้อย่างไร Decision Tree Algorithm คืออะไร? Decision Tree เป็นอัลกอริธึมการเรียนรู้ของเครื่องที่ใช้สำหรับการจำแนกประเภท (Classification) และการทำนาย (Regression) โดยอาศัยโครงสร้างแบบต้นไม้ (Tree Structure) ที่ประกอบด้วยโหนด (Node) และเส้นเชื่อม (Edge) แต่ละโหนดจะแทนคุณลักษณะ (Feature) ของข้อมูล และเส้นเชื่อมจะแทนการตัดสินใจที่นำไปสู่โหนดถัดไป ตัวอย่างเช่น หากเราต้องการจำแนกประเภทผลไม้ เราอาจเริ่มต้นด้วยโหนดแรกที่ถามว่า "ผลไม้มีสีแดงหรือไม่?" หากคำต...

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม?

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? ในสังคมไทย การแสดงออกทางกายภาพเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่น ซึ่งมักจะมีข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หนึ่งในข้อห้ามที่พบเห็นได้บ่อยคือการลูบศีรษะผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า ศีรษะเป็นส่วนที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรให้ใครมาลูบเล่นโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปสำรวจเบื้องลึกของความเชื่อนี้ พร้อมทั้งอธิบายถึงที่มาที่ไป และเหตุผลประกอบต่างๆ ศีรษะ: ส่วนที่สูงส่งตามความเชื่อแบบพุทธศาสนา อิทธิพลของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยนั้นฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และได้หล่อหลอมแนวคิด ค่านิยม รวมถึงมารยาททางสังคมต่างๆ ของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในความเชื่อที่สืบทอดมาจากพุทธศาสนาคือการยกย่องให้ "ศีรษะ" เป็นส่วนที่สูงส่งที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่น และเป็นที่ตั้งของ "ม Crown Chakra" ซึ่งในทางจิตวิญญาณเชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของพลังงานบวกและสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ ...

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...