ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

โรคโปลิโอ: ภัยเงียบที่เกือบจะถูกโลกหลงลืม

โรคโปลิโอ: ภัยเงียบที่เกือบจะถูกโลกหลงลืม

โรคโปลิโอ: ภัยเงียบที่เกือบจะถูกโลกหลงลืม

โรคโปลิโอ หรือ โปลิโอไมเอลิติส (Poliomyelitis) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน เกิดจากเชื้อไวรัสโปลิโอ แพร่กระจายจากคนสู่คนผ่านทางปาก โดยส่วนมากมักติดเชื้อจากการสัมผัสกับอุจจาระของผู้ติดเชื้อ ไวรัสชนิดนี้จะเข้าสู่ร่างกายทางปาก จากนั้นจะไปเพิ่มจำนวนในลำไส้ และสามารถลุกลามไปยังระบบประสาท ทำให้เกิดอัมพาตได้

ในอดีต โรคโปลิโอเคยเป็นโรคระบาดร้ายแรงที่สร้างความหวาดกลัวไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กเล็ก อัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้สูงมาก และผู้ที่รอดชีวิตมักต้องเผชิญกับความพิการตลอดชีวิตจากอาการอัมพาต

การระบาดของโรคโปลิโอ: บทเรียนจากอดีต

ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ถือเป็นยุคมืดของโรคโปลิโอ เกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อหลายล้านคน และเสียชีวิตจำนวนมาก สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ในปี ค.ศ. 1952 มีเด็กมากกว่า 58,000 คน ในสหรัฐอเมริกาที่ป่วยเป็นโรคโปลิโอ และกว่า 3,000 คน เสียชีวิต

การระบาดครั้งนั้นทำให้เกิดความหวาดกลัวอย่างหนักในสังคม โรงเรียน สระว่ายน้ำ สวนสาธารณะ ต้องปิดทำการ ผู้คนต่างหวาดผวา ไม่กล้าออกจากบ้าน ไม่อยากให้ลูกหลานออกไปเล่นนอกบ้าน เพราะกลัวว่าจะติดเชื้อไวรัสร้ายนี้

จุดเปลี่ยน: วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ

จุดเปลี่ยนสำคัญของการต่อสู้กับโรคโปลิโอ เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1955 เมื่อ ดร.โจนัส ซอล์ก (Jonas Salk) ประสบความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีนโปลิโอชนิดเชื้อตาย วัคซีนนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพและปลอดภัยในการป้องกันโรคโปลิโอ และถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก

ต่อมาในปี ค.ศ. 1961 ดร.อัลเบิร์ต เซบิน (Albert Sabin) ได้พัฒนาวัคซีนโปลิโอชนิดเชื้อเป็น ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดรับประทาน มีข้อดีคือให้ผลในการป้องกันโรคได้ดีกว่า และสะดวกในการบริหารวัคซีน ทำให้การควบคุมโรคเป็นไปอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

ประเภทของวัคซีน ผู้พัฒนา ปีที่เริ่มใช้
วัคซีนโปลิโอชนิดเชื้อตาย (IPV) ดร.โจนัส ซอล์ก 1955
วัคซีนโปลิโอชนิดเชื้อเป็น (OPV) ดร.อัลเบิร์ต เซบิน 1961

การคิดค้นวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของวงการแพทย์ ช่วยลดจำนวนผู้ป่วยโรคโปลิโอทั่วโลกลงอย่างมาก จากกว่า 350,000 ราย ในปี ค.ศ. 1988 เหลือเพียง 42 ราย ในปี ค.ศ. 2016

สถานการณ์โรคโปลิโอในปัจจุบัน: ใกล้จะบรรลุเป้าหมายหรือยัง?

แม้ว่าจำนวนผู้ป่วยโรคโปลิโอจะลดลงอย่างมาก แต่โรคนี้ก็ยังไม่หมดไปจากโลก ปัจจุบัน โรคโปลิโอยังคงเป็นโรคประจำถิ่นอยู่ในบางประเทศ เช่น อัฟกานิสถาน และ ปากีสถาน ความขัดแย้ง ความยากจน และระบบสาธารณสุขที่เข้าไม่ถึง เป็นอุปสรรคสำคัญในการกำจัดโรคโปลิโอ

อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังคงมุ่งมั่นที่จะกำจัดโรคโปลิโอให้หมดไปจากโลก โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้โลหะนี้ปราศจากโรคโปลิโอภายในปี ค.ศ. 2026

การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ด้วยวัคซีนโปลิโอ เป็นกุญแจสำคัญในการยุติโรคโปลิโอ การให้วัคซีนแก่เด็กทุกคนอย่างครอบคลุม จะช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของโรคได้อย่างยั่งยืน

บทสรุป: โรคโปลิโอ ความท้าทายที่ต้องร่วมมือกัน

โรคโปลิโอ เป็นเครื่องเตือนใจให้เรารู้ว่า โรคติดเชื้อยังคงเป็นภัยคุกคามต่อมวลมนุษยชาติ การเอาชนะโรคโปลิโอต้องอาศัยความพยายามร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรระหว่างประเทศ และประชาชนทั่วโลก

การสนับสนุนการพัฒนาวัคซีน การเข้าถึงวัคซีนอย่างเท่าเทียม และการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรค ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้โลกใบนี้ปลอดภัยจากโรคโปลิโออย่างยั่งยืน

#โรคโปลิโอ #วัคซีน #สุขภาพ #กำจัดโปลิโอ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม?

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? ในสังคมไทย การแสดงออกทางกายภาพเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่น ซึ่งมักจะมีข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หนึ่งในข้อห้ามที่พบเห็นได้บ่อยคือการลูบศีรษะผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า ศีรษะเป็นส่วนที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรให้ใครมาลูบเล่นโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปสำรวจเบื้องลึกของความเชื่อนี้ พร้อมทั้งอธิบายถึงที่มาที่ไป และเหตุผลประกอบต่างๆ ศีรษะ: ส่วนที่สูงส่งตามความเชื่อแบบพุทธศาสนา อิทธิพลของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยนั้นฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และได้หล่อหลอมแนวคิด ค่านิยม รวมถึงมารยาททางสังคมต่างๆ ของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในความเชื่อที่สืบทอดมาจากพุทธศาสนาคือการยกย่องให้ "ศีรษะ" เป็นส่วนที่สูงส่งที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่น และเป็นที่ตั้งของ "ม Crown Chakra" ซึ่งในทางจิตวิญญาณเชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของพลังงานบวกและสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ ...

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม 5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม ในสังคมที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคมเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม บทความนี้นำเสนอ 5 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณก้าวสู่การเป็นบุคคลที่มีคุณภาพและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกใบนี้ 1. ฝึกฝนการเป็นผู้ฟังที่ดี การฟังอย่างตั้งใจเป็นรากฐานสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า คนที่ฝึกฝนการฟังอย่างตั้งใจจะมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้นำที่ดีกว่า มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า เมื่อคุณฟังผู้อื่นอย่างตั้งใจ คุณจะสามารถเข้าใจมุมมอง ความคิด และความรู้สึกของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้ง สร้างความเข้าใจ และเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น 2. เสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) คือ ความสามารถในการรับรู้ เข้าใจ จัดการ และแสดงออกทางอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม งานวิจัยมากม...