ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ทำไมทะเลทรายถึงแห้งแล้ง


ทำไมทะเลทรายถึงแห้งแล้ง

ทำไมทะเลทรายถึงแห้งแล้ง

ทะเลทราย ภาพที่ผุดขึ้นมาในหัว คงหนีไม่พ้นผืนทรายกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ใต้แสงแดดแผดเผา ไร้ซึ่งร่มเงา และสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่ได้ นั่นเพราะทะเลทราย คือ พื้นที่ที่ได้รับปริมาณน้ำฝนน้อยกว่า 250 มิลลิเมตรต่อปี ทำให้ดินแห้งแล้ง ขาดความชุ่มชื้น แต่ทราบหรือไม่ว่า เบื้องหลังความแห้งแล้งนี้ มีปัจจัยทางภูมิศาสตร์ซ่อนอยู่มากมาย ที่ทำให้ทะเลทรายกลายเป็นดินแดนสุดขั้ว และท้าทายต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต

1. ตำแหน่งที่ตั้งและกระแสลม

หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ทะเลทรายแห้งแล้ง คือ ตำแหน่งที่ตั้ง บริเวณละติจูดประมาณ 30 องศาเหนือและใต้ เป็นที่ตั้งของเขตความกดอากาศสูง ซึ่งอากาศแห้งและเย็นตัวลง ส่งผลให้อากาศไม่สามารถกักเก็บความชื้นได้มากเท่าที่ควร นอกจากนี้ กระแสลมพายุที่พัดจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตกในบริเวณเส้นศูนย์สูตร หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ลมค้า" (Trade Winds) ยังเป็นตัวการสำคัญที่ดูดซับความชื้นจากพื้นดิน ทิ้งไว้เพียงความแห้งแล้งให้กับบริเวณทะเลทราย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ทะเลทรายซาฮาราในแอฟริกา ซึ่งตั้งอยู่บริเวณละติจูดดังกล่าว และได้รับอิทธิพลจากลมค้าโดยตรง ทำให้กลายเป็นทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลก

2. เทือกเขากั้นฝน (Rain Shadow Effect)

ปรากฏการณ์ “เงาฝน” (Rain Shadow Effect) คือ อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้บางพื้นที่แห้งแล้งจนกลายเป็นทะเลทราย โดยเทือกเขาสูงทำหน้าที่เป็นกำแพงกั้นเมฆฝน ไม่ให้ความชื้นเคลื่อนตัวไปยังอีกฟากฝั่งของภูเขาได้ เมื่อลมชื้นพัดมาเจอเทือกเขา จะถูกบังคับให้ลอยสูงขึ้น ไอน้ำในอากาศจะเย็นตัวลง และควบแน่นกลายเป็นฝนตกบริเวณด้านหน้าของภูเขา ส่วนอากาศที่เคลื่อนตัวข้ามฝั่งไปได้ จะแห้งและไม่ก่อให้เกิดฝน ส่งผลให้พื้นที่ด้านหลังภูเขา กลายเป็นเขตเงาฝน ซึ่งมีภูมิอากาศแห้งแล้งคล้ายทะเลทราย ตัวอย่างเช่น ทะเลทราย Great Basin ในอเมริกาเหนือ ซึ่งเกิดจากปรากฏการณ์เงาฝนของเทือกเขา Sierra Nevada

3. กระแสน้ำเย็นในมหาสมุทร

แม้จะฟังดูเหลือเชื่อ แต่กระแสน้ำเย็นในมหาสมุทร ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เกิดทะเลทรายได้เช่นกัน เนื่องจากกระแสน้ำเย็น มีอุณหภูมิต่ำกว่าอากาศโดยรอบ ทำให้อากาศเหนือกระแสน้ำเย็น เย็นตัวลง ความชื้นในอากาศจึงควบแน่น และตกลงมาเป็นฝนในทะเล ก่อนที่ลมจะพัดพาความชื้นเข้าหาแผ่นดิน ส่งผลให้อากาศที่พัดเข้าหาชายฝั่ง เป็นอากาศแห้ง ก่อให้เกิดทะเลทรายบริเวณชายฝั่ง เช่น ทะเลทรายอาตากามา (Atacama Desert) ในประเทศชิลี ซึ่งเป็นทะเลทรายที่แห้งแล้งที่สุดในโลก เกิดจากอิทธิพลของกระแสน้ำเย็นเปรู (Peru Current) ที่ไหลเลียบชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก

4. อิทธิพลของมนุษย์

นอกจากปัจจัยทางธรรมชาติแล้ว กิจกรรมของมนุษย์ ก็ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของทะเลทรายเช่นกัน โดยเฉพาะการตัดไม้ทำลายป่า การทำเกษตรกรรมที่ไม่ยั่งยืน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ล้วนส่งผลให้ดินเสื่อมโทรม ขาดความชุ่มชื้น และง่ายต่อการพังทลาย จนกลายสภาพเป็นทะเลทรายในที่สุด ตัวอย่างเช่น การขยายตัวของทะเลทรายซาฮารา ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการทำลายป่า และการเลี้ยงสัตว์มากเกินไป

ข้อมูลน่าเหลือเชื่อเกี่ยวกับทะเลทราย

  • ทะเลทรายที่ร้อนที่สุดในโลก คือ ทะเลทรายลูท (Lut Desert) ในประเทศอิหร่าน โดยอุณหภูมิพื้นผิวที่วัดได้สูงสุด คือ 70.7 องศาเซลเซียส
  • ทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ ทะเลทรายซาฮารา กินพื้นที่กว่า 9.2 ล้านตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าทวีปออสเตรเลียเสียอีก
  • ทะเลทรายไม่จำเป็นต้องมีแต่ทราย บางแห่งปกคลุมด้วยหิน กรวด หรือแม้แต่น้ำแข็ง เช่น ทะเลทรายขั้วโลก

ตารางแสดงข้อมูลทะเลทรายที่น่าสนใจ

ชื่อทะเลทราย สถานที่ พื้นที่ (ตารางกิโลเมตร) สิ่งที่น่าสนใจ
ซาฮารา แอฟริกาเหนือ 9,200,000 ทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลก
อาระเบีย ตะวันออกกลาง 2,330,000 มีเนินทรายขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
โกบี เอเชียกลาง 1,300,000 เป็นที่อยู่อาศัยของอูฐป่า
คาลาฮารี แอฟริกาใต้ 900,000 เป็นที่อยู่ของสัตว์ป่าหลากหลายชนิด

ความแห้งแล้งของทะเลทราย คือ ผลพวงจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่ซับซ้อน ทั้งตำแหน่งที่ตั้ง กระแสลม เทือกเขา และกระแสน้ำ ล้วนมีบทบาทในการกำหนดภูมิอากาศ และปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม มนุษย์เองก็มีส่วนในการเร่งให้เกิดการขยายตัวของทะเลทราย ดังนั้น การตระหนักถึงปัญหา และร่วมมือกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยชะลอการขยายตัวของทะเลทราย และรักษาสมดุลของระบบนิเวศบนโลกใบนี้

#ทะเลทราย #ภูมิศาสตร์ #สิ่งแวดล้อม #ธรรมชาติ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด-19 ต่อการวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเซลล์เบซัล: บทเรียนจาก Lower Silesia กับแนวคิด "หนี้สุขภาพ"

ผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด-19 ต่อการวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเซลล์เบซัล: บทเรียนจาก Lower Silesia กับแนวคิด "หนี้สุขภาพ" ผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด-19 ต่อการวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเซลล์เบซัล: บทเรียนจาก Lower Silesia กับแนวคิด "หนี้สุขภาพ" การระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบสาธารณสุขทั่วโลก หนึ่งในผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจน คือ ภาวะ "หนี้สุขภาพ" (Health Debt) ซึ่งหมายถึง การเลื่อน หรือ ละเลยการรักษาโรคเรื้อรัง หรือ โรคอื่นๆ เนื่องจากทรัพยากรด้านสาธารณสุขถูกนำไปใช้รับมือกับวิกฤตการณ์โควิด-19 บทความวิจัย JCM, Vol. 13, Pages 4923: The Concept of Health Debt Incurred during the COVID-19 Pandemic on the Example of Basal Cell Skin Cancer Diagnosis in Lower Silesia ได้นำเสนอตัวอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาวะ "หนี้สุขภาพ" นี้ ผ่านการศึกษาการวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเซลล์เบซัล ในภูมิภาค Lower Silesia ประเทศโปแลนด์ มะเร็งผิวหนังชนิดเซลล์เบซัล: โรคที่ไม่ควรมองข้าม มะเร็งผิวหนังชนิดเซลล์เบซัล (B...

งูปล้องฉนวน สัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กที่พบเฉพาะในถ้ำของประเทศไทย

งูปล้องฉนวน สัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กที่พบเฉพาะในถ้ำของประเทศไทย งูปล้องฉนวน สัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กที่พบเฉพาะในถ้ำของประเทศไทย ประเทศไทยนั้น นอกจากจะเป็นดินแดนแห่งรอยยิ้มและอาหารรสเลิศแล้ว ยังเป็นบ้านของสัตว์น้อยใหญ่หลากหลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งประเทศไทยติดอันดับต้นๆ ของโลกในด้านความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์กลุ่มนี้ และหนึ่งในนั้นคืองู หนึ่งในสัตว์เลื้อยคลานที่คนไทยส่วนใหญ่มักจะรู้สึกกลัวเมื่อพบเจอ แต่วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับงูชนิดหนึ่ง ที่มีขนาดเล็ก อาศัยอยู่ในถ้ำ และไม่มีพิษภัย นั่นก็คือ “งูปล้องฉนวน” สัตว์เลื้อยคลานหายากที่พบได้เฉพาะในถ้ำของประเทศไทยเท่านั้น ลักษณะทั่วไปของงูปล้องฉนวน งูปล้องฉนวน (Indotyphlops braminus) หรือที่บางครั้งถูกเรียกว่า งูบอด หรือ งูดิน เป็นงูขนาดเล็กมาก มีลำตัวเรียวยาวคล้ายไส้เดือน ความยาวลำตัวเต็มที่ไม่เกิน 20 เซนติเมตร ลักษณะเด่นคือ มีเกล็ดขนาดเล็กเรียบลื่นเป็นมันวาวสีดำคล้ำหรือสีน้ำตาลเข้...

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...