ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

จริงหรือ? กลั้นจาม อาจทำให้หูดับ เส้นเลือดในตาแตกได้

จริงหรือ? กลั้นจาม อาจทำให้หูดับ เส้นเลือดในตาแตกได้

จริงหรือ? กลั้นจาม อาจทำให้หูดับ เส้นเลือดในตาแตกได้

เราทุกคนคงเคยมีประสบการณ์ที่รู้สึกจามกะทันหัน แต่ด้วยมารยาททางสังคม หรือสถานการณ์บางอย่างที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้เราต้องกลั้นจามเอาไว้ หลายคนอาจเคยได้ยินคำเตือนที่ว่า การกลั้นจามอย่างรุนแรง อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย เช่น หูดับ เส้นเลือดในตาแตก หรือ กระทั่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ แต่คำเตือนเหล่านี้ มีข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์รองรับมากน้อยแค่ไหน บทความนี้นำเสนอข้อมูลเชิงลึก เกี่ยวกับกลไกของการจาม อันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการกลั้นจาม และข้อแนะนำในการปฏิบัติตนอย่างปลอดภัย

ทำไมเราถึงต้องจาม?

การจาม หรือที่เรียกในทางการแพทย์ว่า “Sneezing” คือ กลไกป้องกันตัวเองอย่างหนึ่งของร่างกาย เกิดจากการระคายเคืองของเยื่อบุจมูก โดยมีสาเหตุได้หลากหลาย เช่น ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ ไวรัส แบคทีเรีย หรือแม้แต่อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเกิดการระคายเคือง ร่างกายจะสั่งการให้ขับสิ่งแปลกปลอมออกไปในรูปของลมหายใจที่รุนแรงและรวดเร็ว โดยการจามหนึ่งครั้ง สามารถปล่อยละอองฝอยขนาดเล็กออกมาได้หลายพันล้านอนุภาค ด้วยความเร็วกว่า 100 ไมล์ต่อชั่วโมง

กลั้นจาม อันตรายจริงหรือ?

แม้จะเป็นกลไกธรรมชาติ แต่การกลั้นจามอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจส่วนบน ได้แก่

อวัยวะ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
หูชั้นกลาง แรงดันจากการกลั้นจาม อาจส่งผลต่อท่อยูสเตเชียน (Eustachian tube) ซึ่งทำหน้าที่ปรับความดันระหว่างหูชั้นกลางกับโพรงจมูก ทำให้เกิดอาการปวดหู หูอื้อ หรือในกรณีรุนแรง อาจทำให้แก้วหูทะลุได้
เส้นเลือดฝอยในตา แรงดันที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน อาจทำให้เส้นเลือดฝอยในตาแตกได้ แม้ไม่เป็นอันตรายร้ายแรง แต่ก็สร้างความกังวลใจ และใช้เวลาหลายวันกว่าจะหายสนิท
หลอดเลือดในสมอง ในกรณีที่รุนแรงมากๆ แรงดันจากการกลั้นจาม อาจส่งผลต่อหลอดเลือดในสมอง ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง หรือในกรณีที่ร้ายแรงที่สุด อาจทำให้หลอดเลือดสมองแตกได้

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบร้ายแรงจากการกลั้นจาม มักเกิดขึ้นได้น้อยมาก และมักพบในผู้ที่มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้ว เช่น ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง หรือผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้างของหูชั้นกลางอยู่เดิม

จาม อย่างไร ให้ปลอดภัย

วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันผลกระทบจากการกลั้นจาม คือการจามอย่างถูกวิธี โดยพยายามลดแรงดันที่เกิดขึ้นในระบบทางเดินหายใจ

  • จามใส่ทิชชู่ หรือข้อพับแขนด้านใน
  • ไม่จามรดมือเปล่า
  • ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังจากจาม หรือสัมผัสสารคัดหลั่ง
  • หากรู้สึกว่าจำเป็นต้องกลั้นจาม ให้พยายามกลั้นอย่างเบามือที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น อ้าปากเล็กน้อย ขณะที่ปิดปากและจมูก

แม้การกลั้นจาม อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้ แต่ผลกระทบร้ายแรงมักเกิดขึ้นได้น้อยมาก และสามารถป้องกันได้ การจามอย่างถูกวิธี การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล และการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง คือหนทางที่ดีที่สุดในการป้องกันตนเองจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

#สุขภาพ #การจาม #มารยาท #วิทยาศาสตร์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม?

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? ในสังคมไทย การแสดงออกทางกายภาพเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่น ซึ่งมักจะมีข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หนึ่งในข้อห้ามที่พบเห็นได้บ่อยคือการลูบศีรษะผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า ศีรษะเป็นส่วนที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรให้ใครมาลูบเล่นโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปสำรวจเบื้องลึกของความเชื่อนี้ พร้อมทั้งอธิบายถึงที่มาที่ไป และเหตุผลประกอบต่างๆ ศีรษะ: ส่วนที่สูงส่งตามความเชื่อแบบพุทธศาสนา อิทธิพลของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยนั้นฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และได้หล่อหลอมแนวคิด ค่านิยม รวมถึงมารยาททางสังคมต่างๆ ของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในความเชื่อที่สืบทอดมาจากพุทธศาสนาคือการยกย่องให้ "ศีรษะ" เป็นส่วนที่สูงส่งที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่น และเป็นที่ตั้งของ "ม Crown Chakra" ซึ่งในทางจิตวิญญาณเชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของพลังงานบวกและสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ ...

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม 5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม ในสังคมที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคมเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม บทความนี้นำเสนอ 5 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณก้าวสู่การเป็นบุคคลที่มีคุณภาพและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกใบนี้ 1. ฝึกฝนการเป็นผู้ฟังที่ดี การฟังอย่างตั้งใจเป็นรากฐานสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า คนที่ฝึกฝนการฟังอย่างตั้งใจจะมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้นำที่ดีกว่า มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า เมื่อคุณฟังผู้อื่นอย่างตั้งใจ คุณจะสามารถเข้าใจมุมมอง ความคิด และความรู้สึกของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้ง สร้างความเข้าใจ และเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น 2. เสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) คือ ความสามารถในการรับรู้ เข้าใจ จัดการ และแสดงออกทางอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม งานวิจัยมากม...