ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ม้าม: อวัยวะที่ร่างกายขาดได้ แต่ใช่ว่าจะไม่สำคัญ

ม้าม: อวัยวะที่ร่างกายขาดได้ แต่ใช่ว่าจะไม่สำคัญ

ม้าม: อวัยวะที่ร่างกายขาดได้ แต่ใช่ว่าจะไม่สำคัญ

ม้าม (Spleen) เป็นอวัยวะที่ตั้งอยู่บริเวณช่องท้องด้านซ้ายบน ใต้กระดูกซี่โครง มีขนาดประมาณกำปั้น และมีหน้าที่สำคัญหลายอย่างในระบบภูมิคุ้มกันและระบบเลือด แม้ว่าม้ามจะเป็นอวัยวะที่สำคัญ แต่ในบางกรณี ม้ามอาจจำเป็นต้องถูกตัดออก เช่น ภาวะม้ามแตกจากอุบัติเหตุ หรือโรคบางชนิดที่ส่งผลต่อม้าม การผ่าตัดเอาม้ามออก (splenectomy) เป็นการผ่าตัดที่ทำได้ค่อนข้างปลอดภัย และร่างกายสามารถทำงานได้ตามปกติแม้ไม่มีม้าม อย่างไรก็ตาม การไม่มีม้ามในร่างกาย จะส่งผลให้ร่างกายมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อบางชนิดเพิ่มมากขึ้น

บทบาทและหน้าที่ของม้าม

ม้ามทำหน้าที่สำคัญหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันและระบบเลือด หน้าที่หลักๆ ของม้าม ได้แก่:

  1. กรองเลือด: ม้ามทำหน้าที่เหมือนกับ “กับดัก” ของเชื้อโรค ภายในม้ามมีเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ ที่คอยดักจับและทำลายเชื้อโรค แบคทีเรีย และสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ที่ปะปนมากับกระแสเลือด
  2. สร้างภูมิคุ้มกัน: ม้ามเป็นแหล่งผลิตแอนติบอดี (Antibody) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่ต่อต้านเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม แอนติบอดีจะจับกับเชื้อโรคและทำลาย ทำให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. กักเก็บและทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ: เซลล์เม็ดเลือดแดงมีอายุประมาณ 120 วัน เมื่อเซลล์เม็ดเลือดแดงหมดอายุ ม้ามจะทำหน้าที่ดักจับและทำลาย ส่วนประกอบต่างๆ ของเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ถูกย่อยสลายจะถูกนำกลับไปใช้ใหม่ในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดใหม่ต่อไป

ชีวิตหลังการตัดม้าม: ความเสี่ยงและการป้องกัน

แม้ว่าร่างกายจะสามารถทำงานได้ตามปกติหลังการตัดม้าม แต่การไม่มีม้ามในร่างกาย จะส่งผลให้ร่างกายมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อบางชนิดเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดเชื้อแบคทีเรีย

งานวิจัยจากวารสาร The Lancet พบว่า ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเอาม้ามออก มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด (Sepsis) สูงกว่าคนทั่วไปถึง 5 เท่า นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อปอดบวม (Pneumonia) เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) และการติดเชื้อในกระแสเลือดจากเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Streptococcus pneumoniae, Haemophilus influenzae และ Neisseria meningitidis เพิ่มมากขึ้น

ประเภทของการติดเชื้อ ความเสี่ยงหลังการตัดม้าม
การติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด (Sepsis) เพิ่มขึ้น 5 เท่า
ปอดบวม (Pneumonia) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

การดูแลตัวเองหลังการตัดม้าม

ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเอาม้ามออก จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ และปฏิบัติตามคำแนะนำในการป้องกันการติดเชื้ออย่างเคร่งครัด วิธีการดูแลตัวเองหลังการตัดม้าม ได้แก่:

  • รับวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ: วัคซีนที่สำคัญ ได้แก่ วัคซีนป้องกันโรคปอดบวม, วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่, วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบเจอี, วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน, และวัคซีนป้องกันโรคหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับชนิดและกำหนดการฉีดวัคซีนที่เหมาะสม
  • รักษาสุขอนามัย: ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าโดยไม่จำเป็น รักษาความสะอาดของร่างกายและเสื้อผ้า รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ และดื่มน้ำสะอาด
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วยติดเชื้อ: หากต้องสัมผัสผู้ป่วยติดเชื้อ ควรสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย
  • สังเกตอาการผิดปกติ: หากมีไข้สูง หนาวสั่น ไอ มีเสมหะ หายใจหอบเหนื่อย ปวดศีรษะรุนแรง คอแข็ง ผื่นขึ้น หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ ควรไปพบแพทย์ทันที

แม้ว่าการไม่มีม้ามในร่างกาย จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อบางชนิด แต่ด้วยการปฏิบัติตามคำแนะนำในการป้องกันการติดเชื้ออย่างเคร่งครัด ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเอาม้ามออก ส่วนใหญ่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติและมีสุขภาพแข็งแรง

ที่มา: The Lancet (2015); 385(9982):1815-1822

#ม้าม #splenectomy #สุขภาพ #การติดเชื้อ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม?

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? ในสังคมไทย การแสดงออกทางกายภาพเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่น ซึ่งมักจะมีข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หนึ่งในข้อห้ามที่พบเห็นได้บ่อยคือการลูบศีรษะผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า ศีรษะเป็นส่วนที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรให้ใครมาลูบเล่นโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปสำรวจเบื้องลึกของความเชื่อนี้ พร้อมทั้งอธิบายถึงที่มาที่ไป และเหตุผลประกอบต่างๆ ศีรษะ: ส่วนที่สูงส่งตามความเชื่อแบบพุทธศาสนา อิทธิพลของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยนั้นฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และได้หล่อหลอมแนวคิด ค่านิยม รวมถึงมารยาททางสังคมต่างๆ ของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในความเชื่อที่สืบทอดมาจากพุทธศาสนาคือการยกย่องให้ "ศีรษะ" เป็นส่วนที่สูงส่งที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่น และเป็นที่ตั้งของ "ม Crown Chakra" ซึ่งในทางจิตวิญญาณเชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของพลังงานบวกและสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ ...

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม 5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม ในสังคมที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคมเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม บทความนี้นำเสนอ 5 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณก้าวสู่การเป็นบุคคลที่มีคุณภาพและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกใบนี้ 1. ฝึกฝนการเป็นผู้ฟังที่ดี การฟังอย่างตั้งใจเป็นรากฐานสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า คนที่ฝึกฝนการฟังอย่างตั้งใจจะมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้นำที่ดีกว่า มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า เมื่อคุณฟังผู้อื่นอย่างตั้งใจ คุณจะสามารถเข้าใจมุมมอง ความคิด และความรู้สึกของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้ง สร้างความเข้าใจ และเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น 2. เสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) คือ ความสามารถในการรับรู้ เข้าใจ จัดการ และแสดงออกทางอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม งานวิจัยมากม...