ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

The Learned Helplessness Experiments: การทดลองที่ทำให้สุนัขรู้สึกหมดหนทางและสิ้นหวัง

The Learned Helplessness Experiments: การทดลองที่ทำให้สุนัขรู้สึกหมดหนทางและสิ้นหวัง

The Learned Helplessness Experiments: การทดลองที่ทำให้สุนัขรู้สึกหมดหนทางและสิ้นหวัง

ในช่วงทศวรรษที่ 1960 นักจิตวิทยา มาร์ติน เซลิกแมน (Martin Seligman) ได้ทำการทดลองชุดหนึ่งที่กลายเป็นที่รู้จักในชื่อ "The Learned Helplessness Experiments" หรือ "การทดลองความสิ้นหวังที่เรียนรู้" ซึ่งเป็นการทดลองที่สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อมุมมองด้านจิตวิทยา และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลในมนุษย์

การทดลองนี้แบ่งสุนัขออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกถูกขังไว้ในกรงที่เปิดไม่ได้โดยไม่มีสิ่งกระตุ้นใดๆ กลุ่มที่สองถูกขังไว้ในกรงที่คล้ายกันแต่สามารถหยุดการกระตุ้นที่ไม่พึงประสงค์ (เช่น เสียงดัง) ได้ด้วยการกดปุ่ม และกลุ่มสุดท้ายเป็นกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับการกระตุ้นใดๆ

หลังจากช่วงเวลาหนึ่ง สุนัขในกลุ่มแรกและกลุ่มที่สองถูกย้ายไปยังกรงใหม่ที่มีสองส่วน โดยมีรั้วกั้นต่ำๆ อยู่ตรงกลาง สุนัขสามารถกระโดดข้ามรั้วเพื่อหลีกเลี่ยงการกระตุ้นด้วยไฟฟ้าอ่อนๆ ที่พื้นกรงได้

ผลลัพธ์ที่น่าสนใจคือ สุนัขกลุ่มที่สองและกลุ่มควบคุม ส่วนใหญ่เรียนรู้ที่จะกระโดดข้ามรั้วเพื่อหลีกเลี่ยงการกระตุ้นที่ไม่พึงประสงค์ อย่างไรก็ตาม สุนัขกลุ่มแรกที่ไม่สามารถควบคุมการกระตุ้นในกรงแรกได้ ส่วนใหญ่กลับนอนเฉยๆ และไม่พยายามหลบหนี แม้จะถูกไฟฟ้าช็อตก็ตาม พวกมันดูเหมือนจะ "เรียนรู้" ว่าความพยายามใดๆ ที่จะหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์นั้นไร้ประโยชน์

เซลิกแมนสรุปว่า ประสบการณ์การถูกควบคุมโดยที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ นำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า "Learned Helplessness" สุนัขกลุ่มแรกได้เรียนรู้ว่า พวกมันไม่มีอำนาจควบคุมสิ่งต่างๆ รอบตัว และยอมรับชะตากรรมของมัน แม้จะมีโอกาสที่จะหลีกเลี่ยงก็ตาม

ผลกระทบต่อความเข้าใจด้านจิตวิทยา

การทดลอง Learned Helplessness มีผลกระทบอย่างมากต่อความเข้าใจด้านจิตวิทยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล มันชี้ให้เห็นว่า ประสบการณ์เชิงลบซ้ำๆ ที่บุคคลรู้สึกว่าตนเองไม่มีอำนาจควบคุม อาจนำไปสู่ความรู้สึกสิ้นหวัง หมดหนทาง และขาดแรงจูงใจ ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า

การประยุกต์ใช้กับมนุษย์

แม้ว่าการทดลองนี้จะใช้สุนัขเป็นตัวแบบ แต่หลักการของ Learned Helplessness สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับมนุษย์ได้เช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น:

  • บุคคลที่ประสบความล้มเหลวซ้ำๆ ในการทำงาน อาจเริ่มรู้สึกสิ้นหวังและขาดแรงจูงใจในการหางานใหม่
  • นักเรียนที่ประสบปัญหาในการเรียน อาจเริ่มเชื่อว่าตนเองไม่ฉลาดพอ และยอมแพ้ต่อการเรียน
  • ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการทารุณกรรมในครอบครัว อาจรู้สึกว่าตนเองไม่มีอำนาจควบคุมสถานการณ์ และไม่พยายามขอความช่วยเหลือ

การเอาชนะ Learned Helplessness

ข่าวดีก็คือ Learned Helplessness ไม่ใช่ภาวะถาวร มีวิธีการหลายวิธีที่สามารถช่วยให้บุคคลเอาชนะความรู้สึกสิ้นหวังและกลับมามีความเชื่อมั่นในตนเองได้ เช่น:

  • การตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่สามารถบรรลุผลได้: การประสบความสำเร็จ แม้เพียงเล็กน้อย ก็สามารถช่วยสร้างความมั่นใจและแรงจูงใจได้
  • การมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่ตนเองควบคุมได้: แทนที่จะจมอยู่กับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ควรมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่น พฤติกรรมของตนเอง
  • การฝึกคิดบวก: การมองโลกในแง่ดี และการมองหาแง่มุมที่ดีในสถานการณ์ที่เลวร้าย สามารถช่วยลดความรู้สึกสิ้นหวังได้
  • การขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น: การพูดคุยกับเพื่อน ครอบครัว หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต สามารถช่วยให้บุคคลรู้สึกไม่โดดเดี่ยว และได้รับการสนับสนุนที่จำเป็น

The Learned Helplessness Experiments เป็นเครื่องเตือนใจว่า ประสบการณ์ในชีวิต สามารถส่งผลกระทบต่อความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมของเราได้อย่างลึกซึ้ง อย่างไรก็ตาม มันยังสอนให้เรารู้ว่า ความสิ้นหวังไม่ใช่จุดสิ้นสุด และเรามีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงความคิดและพฤติกรรมของเรา เพื่อสร้างชีวิตที่ดีกว่าได้

#LearnedHelplessness #จิตวิทยา #ความสิ้นหวัง #แรงจูงใจ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด-19 ต่อการวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเซลล์เบซัล: บทเรียนจาก Lower Silesia กับแนวคิด "หนี้สุขภาพ"

ผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด-19 ต่อการวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเซลล์เบซัล: บทเรียนจาก Lower Silesia กับแนวคิด "หนี้สุขภาพ" ผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด-19 ต่อการวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเซลล์เบซัล: บทเรียนจาก Lower Silesia กับแนวคิด "หนี้สุขภาพ" การระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบสาธารณสุขทั่วโลก หนึ่งในผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจน คือ ภาวะ "หนี้สุขภาพ" (Health Debt) ซึ่งหมายถึง การเลื่อน หรือ ละเลยการรักษาโรคเรื้อรัง หรือ โรคอื่นๆ เนื่องจากทรัพยากรด้านสาธารณสุขถูกนำไปใช้รับมือกับวิกฤตการณ์โควิด-19 บทความวิจัย JCM, Vol. 13, Pages 4923: The Concept of Health Debt Incurred during the COVID-19 Pandemic on the Example of Basal Cell Skin Cancer Diagnosis in Lower Silesia ได้นำเสนอตัวอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาวะ "หนี้สุขภาพ" นี้ ผ่านการศึกษาการวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเซลล์เบซัล ในภูมิภาค Lower Silesia ประเทศโปแลนด์ มะเร็งผิวหนังชนิดเซลล์เบซัล: โรคที่ไม่ควรมองข้าม มะเร็งผิวหนังชนิดเซลล์เบซัล (B...

งูปล้องฉนวน สัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กที่พบเฉพาะในถ้ำของประเทศไทย

งูปล้องฉนวน สัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กที่พบเฉพาะในถ้ำของประเทศไทย งูปล้องฉนวน สัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กที่พบเฉพาะในถ้ำของประเทศไทย ประเทศไทยนั้น นอกจากจะเป็นดินแดนแห่งรอยยิ้มและอาหารรสเลิศแล้ว ยังเป็นบ้านของสัตว์น้อยใหญ่หลากหลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งประเทศไทยติดอันดับต้นๆ ของโลกในด้านความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์กลุ่มนี้ และหนึ่งในนั้นคืองู หนึ่งในสัตว์เลื้อยคลานที่คนไทยส่วนใหญ่มักจะรู้สึกกลัวเมื่อพบเจอ แต่วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับงูชนิดหนึ่ง ที่มีขนาดเล็ก อาศัยอยู่ในถ้ำ และไม่มีพิษภัย นั่นก็คือ “งูปล้องฉนวน” สัตว์เลื้อยคลานหายากที่พบได้เฉพาะในถ้ำของประเทศไทยเท่านั้น ลักษณะทั่วไปของงูปล้องฉนวน งูปล้องฉนวน (Indotyphlops braminus) หรือที่บางครั้งถูกเรียกว่า งูบอด หรือ งูดิน เป็นงูขนาดเล็กมาก มีลำตัวเรียวยาวคล้ายไส้เดือน ความยาวลำตัวเต็มที่ไม่เกิน 20 เซนติเมตร ลักษณะเด่นคือ มีเกล็ดขนาดเล็กเรียบลื่นเป็นมันวาวสีดำคล้ำหรือสีน้ำตาลเข้...

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...