ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

การเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมองมีผลต่อการเกิดไมเกรนอย่างไร?

การเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมองมีผลต่อการเกิดไมเกรนอย่างไร?

การเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมองมีผลต่อการเกิดไมเกรนอย่างไร?

ไมเกรน ไม่ใช่แค่อาการปวดหัวธรรมดา แต่เป็นโรคทางระบบประสาทที่ซับซ้อน สร้างความทรมานให้กับผู้ป่วยทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย จากข้อมูลของสมาคมโรคปวดศีรษ์แห่งประเทศไทย พบว่าคนไทยกว่า 15% ป่วยเป็นไมเกรน ซึ่งหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดไมเกรนคือ “การเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมอง”

สารเคมีในสมองกับบทบาทของไมเกรน

สมองของเรามีสารเคมีส่งสัญญาประสาท หรือ Neurotransmitters มากมาย ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานต่างๆ รวมถึงการรับรู้ความเจ็บปวด โดยสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับไมเกรนที่สำคัญ ได้แก่:

  1. เซโรโทนิน (Serotonin): สารแห่งความสุข ที่มีส่วนช่วยควบคุมอารมณ์ ความอยากอาหาร และการนอนหลับ ระดับเซโรโทนินที่ลดลง พบว่าเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดไมเกรนในผู้ป่วยบางราย
  2. กลูตาเมต (Glutamate): สารที่ช่วยในการเรียนรู้และความจำ แต่หากมีปริมาณมากเกินไป จะกระตุ้นเซลล์ประสาทมากเกิน ทำให้เกิดอาการปวด
  3. ซีจีอาร์พี (Calcitonin Gene-Related Peptide - CGRP): สารที่พบมากในเส้นประสาทบริเวณศีรษะและสมอง การศึกษาพบว่าระดับ CGRP เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ปวดไมเกรน และการยับยั้งการทำงานของ CGRP ช่วยบรรเทาอาการปวดได้

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสารเคมีในสมอง

ปัจจัยที่ทำให้สารเคมีในสมองแปรปรวน และกระตุ้นให้เกิดไมเกรน มีหลากหลายปัจจัย ดังนี้

ปัจจัย ตัวอย่าง
พันธุกรรม คนในครอบครัวมีประวัติเป็นไมเกรน
ฮอร์โมน การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิง เช่น ช่วงมีประจำเดือน ตั้งครรภ์ หรือวัยใกล้หมดประจำเดือน
สิ่งแวดล้อม แสงแดดจ้า เสียงดัง กลิ่นฉุน การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ความเครียด ความวิตกกังวล การอดนอน หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ
อาหาร อาหารแปรรูป อาหารที่มีผงชูรส แอลกอฮอล์ ช็อกโกแลต คาเฟอีนในชา กาแฟ
ยาบางชนิด ยาคุมกำเนิด ยาขยายหลอดเลือด

กลไกการเกิดไมเกรนจากการเปลี่ยนแปลงสารเคมีในสมอง

แม้จะยังไม่สามารถอธิบายกลไกการเกิดไมเกรนได้อย่างครบถ้วน แต่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมอง ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของเส้นประสาท โดยเฉพาะเส้นประสาทไตรเจมินัล (Trigeminal Nerve) ที่ควบคุมความรู้สึกบริเวณใบหน้าและศีรษะ

เมื่อระดับเซโรโทนินลดลง หรือ CGRP เพิ่มสูงขึ้น อาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของเส้นประสาทไตรเจมินัล ปล่อยสารสื่อประสาทที่ทำให้หลอดเลือดขยายตัว เกิดการอักเสบรอบๆ เส้นประสาท ส่งผลให้เกิดอาการปวดตุบๆ รุนแรงบริเวณศีรษะ ซึ่งเป็นอาการปวดไมเกรน

ไมเกรน: อาการที่มากับความเจ็บปวด

อาการของไมเกรน แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล บางรายมีอาการเตือนล่วงหน้า หรือ Aura ส่วนใหญ่มักมีอาการดังนี้:

  • ปวดศีรษะข้างเดียว หรือสองข้าง ปวดตุบๆ รุนแรงจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ไวต่อแสง เสียง กลิ่น
  • มองเห็นแสงวูบวาบ เห็นภาพเบลอ
  • รู้สึกชาบริเวณใบหน้า แขน หรือขา
  • พูดคุดยาก

อาการมักรุนแรงต่อเนื่อง 4-72 ชั่วโมง บางรายอาจมีอาการนานถึง 1 สัปดาห์

การดูแลและรักษา

การดูแลตัวเองเบื้องต้น: เช่น นอนพักในห้องมืด เงียบสงสาน ประคบเย็นที่ศีรษะ ดื่มน้ำมากๆ หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้อาการแย่ลง สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้

การรักษาโดยแพทย์: แพทย์อาจให้ยาบรรเทาอาการปวด เช่น ยาแก้ปวด ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะกับไมเกรน รวมถึงให้คำแนะนำในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อลดความถี่และความรุนแรงของไมเกรน

Fun Fact เกี่ยวกับไมเกรน

รู้หรือไม่ว่า ไมเกรน พบได้บ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และมักเริ่มมีอาการครั้งแรกในช่วงวัยรุ่น ถึงวัยทำงานตอนต้น

แม้ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาไมเกรนให้หายขาดได้ แต่ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ และการเข้าใจกลไกของโรคมากขึ้น ทำให้มีทางรักษาใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมอาการ และมีชีวิตใกล้เคียงปกติได้

** ข้อมูลจากสมาคมโรคปวดศีรษ์แห่งประเทศไทย **

#ไมเกรน #สารเคมีในสมอง #สุขภาพ #การดูแลตัวเอง

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด-19 ต่อการวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเซลล์เบซัล: บทเรียนจาก Lower Silesia กับแนวคิด "หนี้สุขภาพ"

ผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด-19 ต่อการวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเซลล์เบซัล: บทเรียนจาก Lower Silesia กับแนวคิด "หนี้สุขภาพ" ผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด-19 ต่อการวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเซลล์เบซัล: บทเรียนจาก Lower Silesia กับแนวคิด "หนี้สุขภาพ" การระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบสาธารณสุขทั่วโลก หนึ่งในผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจน คือ ภาวะ "หนี้สุขภาพ" (Health Debt) ซึ่งหมายถึง การเลื่อน หรือ ละเลยการรักษาโรคเรื้อรัง หรือ โรคอื่นๆ เนื่องจากทรัพยากรด้านสาธารณสุขถูกนำไปใช้รับมือกับวิกฤตการณ์โควิด-19 บทความวิจัย JCM, Vol. 13, Pages 4923: The Concept of Health Debt Incurred during the COVID-19 Pandemic on the Example of Basal Cell Skin Cancer Diagnosis in Lower Silesia ได้นำเสนอตัวอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาวะ "หนี้สุขภาพ" นี้ ผ่านการศึกษาการวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเซลล์เบซัล ในภูมิภาค Lower Silesia ประเทศโปแลนด์ มะเร็งผิวหนังชนิดเซลล์เบซัล: โรคที่ไม่ควรมองข้าม มะเร็งผิวหนังชนิดเซลล์เบซัล (B...

งูปล้องฉนวน สัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กที่พบเฉพาะในถ้ำของประเทศไทย

งูปล้องฉนวน สัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กที่พบเฉพาะในถ้ำของประเทศไทย งูปล้องฉนวน สัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กที่พบเฉพาะในถ้ำของประเทศไทย ประเทศไทยนั้น นอกจากจะเป็นดินแดนแห่งรอยยิ้มและอาหารรสเลิศแล้ว ยังเป็นบ้านของสัตว์น้อยใหญ่หลากหลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งประเทศไทยติดอันดับต้นๆ ของโลกในด้านความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์กลุ่มนี้ และหนึ่งในนั้นคืองู หนึ่งในสัตว์เลื้อยคลานที่คนไทยส่วนใหญ่มักจะรู้สึกกลัวเมื่อพบเจอ แต่วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับงูชนิดหนึ่ง ที่มีขนาดเล็ก อาศัยอยู่ในถ้ำ และไม่มีพิษภัย นั่นก็คือ “งูปล้องฉนวน” สัตว์เลื้อยคลานหายากที่พบได้เฉพาะในถ้ำของประเทศไทยเท่านั้น ลักษณะทั่วไปของงูปล้องฉนวน งูปล้องฉนวน (Indotyphlops braminus) หรือที่บางครั้งถูกเรียกว่า งูบอด หรือ งูดิน เป็นงูขนาดเล็กมาก มีลำตัวเรียวยาวคล้ายไส้เดือน ความยาวลำตัวเต็มที่ไม่เกิน 20 เซนติเมตร ลักษณะเด่นคือ มีเกล็ดขนาดเล็กเรียบลื่นเป็นมันวาวสีดำคล้ำหรือสีน้ำตาลเข้...

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...