ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เปิดข้อมูลชวนขนลุก! ทำไม 1 ใน 20 ของผู้ใหญ่ยังคงกลัวความมืด

เปิดข้อมูลชวนขนลุก! ทำไม 1 ใน 20 ของผู้ใหญ่ยังคงกลัวความมืด

เปิดข้อมูลชวนขนลุก! ทำไม 1 ใน 20 ของผู้ใหญ่ยังคงกลัวความมืด

คุณเคยรู้สึกกลัวในตอนกลางคืนที่ไฟดับหรือไม่? หรือแม้แต่ตอนนอนหลับ คุณจำเป็นต้องเปิดไฟสลัวๆ เอาไว้ข้างๆ หากคำตอบคือ “ใช่” คุณไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกนี้หรอก เพราะจากสถิติพบว่า ประมาณ 5% ของผู้ใหญ่ หรือคิดเป็น 1 ใน 20 คน ยังคงมีความกลัวความมืดอยู่

Nyctophobia คือชื่อเรียกทางการแพทย์ของโรกลัวความมืด ซึ่งเป็นความผิดปกติทางจิตประเภทหนึ่งที่สามารถส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้ป่วยได้อย่างมาก

อะไรเป็นสาเหตุของอาการกลัวความมืด?

แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่เด็กๆ จะกลัวความมืด แต่สำหรับผู้ใหญ่แล้ว อาจมีสาเหตุที่ซับซ้อนมากกว่าที่คิด

  • ปัจจัยด้านวิวัฒนาการ: ในอดีตกาล มนุษย์มักตกเป็นเหยื่อของสัตว์นักล่าในเวลากลางคืน ความมืดจึงเป็นสัญลักษณ์ของอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ แม้ในปัจจุบัน สัญชาตญาณดั้งเดิมนี้ก็ยังคงฝังรากลึกอยู่ในตัวเรามาจนถึงทุกวันนี้
  • ประสบการณ์ในวัยเด็ก: เหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ เช่น การถูกทอดทิ้งในที่มืด หรือการเผชิญเหตุการณ์เลวร้ายในเวลากลางคืน อาจส่งผลให้เกิดเป็นความกลัวฝังใจ
  • ความวิตกกังวลและความเครียด: ความมืดมักทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวและไม่ปลอดภัย ซึ่งอาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความวิตกกังวลและความเครียดได้มากขึ้น

Nyctophobia แตกต่างจากการกลัวความมืดทั่วไปอย่างไร?

ในขณะที่หลายคนอาจรู้สึกไม่ค่อยดีนักเมื่อต้องอยู่ในความมืด แต่สำหรับผู้ที่มีอาการ Nyctophobia นั้น ความกลัวดังกล่าวจะรุนแรงกว่ามาก จนถึงขั้นส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

อาการ คำอธิบาย
ทางร่างกาย หัวใจเต้นเร็ว หายใจถี่ เหงื่อออก คลื่นไส้ ตัวสั่น รู้สึกอ่อนเพลีย
ทางอารมณ์ วิตกกังวลอย่างรุนแรง ตื่นตระหนก รู้สึกเหมือนกำลังจะเป็นบ้า หรือเหมือนใกล้ตาย
ทางพฤติกรรม หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่มืด นอนไม่หลับ ต้องเปิดไฟนอน ต้องการอยู่ใกล้ชิดผู้อื่น

Fun Facts เกี่ยวกับความกลัวความมืด

  • รู้หรือไม่ว่า Nyctophobia มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “Scotophobia” ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษากรีก แปลว่า “ความมืด” และ “ความกลัว”
  • สัตว์บางชนิด เช่น แมว และ ค้างคาว มีวิวัฒนาการที่ช่วยให้พวกมันมองเห็นได้ดีในที่มืด ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในการล่าสัตว์ หรือ หลีกเลี่ยงศัตรู
  • ในปี 2017 มีผลสำรวจพบว่า ชาวอเมริกันกว่า 40 ล้านคน มีอาการกลัวความมืด หรือ มีอาการวิตกกังวลเมื่อต้องอยู่คนเดียวในเวลากลางคืน

เราจะรับมือกับความกลัวความมืดได้อย่างไร?

หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังเผชิญกับความกลัวความมืด ขอให้รู้ไว้ว่าคุณไม่ได้อยู่คนเดียว และปัญหานี้สามารถรักษาให้หายขาดได้

วิธีการรักษามีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ และสาเหตุของปัญหา ได้แก่:

  • การบำบัดด้วยการพูดคุย (Psychotherapy): ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงสาเหตุของความกลัว เรียนรู้วิธีควบคุมความคิด และ พฤติกรรมของตนเอง
  • การบำบัดด้วยการสัมผัส (Exposure Therapy): ค่อยๆ ให้ผู้ป่วยเผชิญหน้ากับสิ่งที่เขากลัว เช่น การอยู่ในห้องมืดเป็นเวลาสั้นๆ และค่อยๆ เพิ่มเวลาขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าความกลัวจะลดลง
  • การใช้ยา (Medication): ในบางกรณี แพทย์อาจจ่ายยาเพื่อช่วยลดอาการวิตกกังวล และ ช่วยให้ผู้ป่วยนอนหลับได้ดีขึ้น

นอกจากการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว ยังมีวิธีการดูแลตัวเองที่สามารถช่วยลดความกลัวความมืดได้ เช่น การออกกำลังกายเป็นประจำ การนอนหลับให้เพียงพอ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และ การฝึกผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิ หรือ การฝึกหายใจ

หากคุณกำลังเผชิญกับความกลัวความมืด อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือ เพราะการดูแล และ เอาใจใส่ตัวเองอย่างถูกวิธี จะช่วยให้คุณก้าวข้ามความกลัว และ กลับมามีชีวิตที่สดใสได้อีกครั้ง

#กลัวความมืด #Nyctophobia #สุขภาพจิต #การดูแลตัวเอง

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม?

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? ในสังคมไทย การแสดงออกทางกายภาพเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่น ซึ่งมักจะมีข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หนึ่งในข้อห้ามที่พบเห็นได้บ่อยคือการลูบศีรษะผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า ศีรษะเป็นส่วนที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรให้ใครมาลูบเล่นโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปสำรวจเบื้องลึกของความเชื่อนี้ พร้อมทั้งอธิบายถึงที่มาที่ไป และเหตุผลประกอบต่างๆ ศีรษะ: ส่วนที่สูงส่งตามความเชื่อแบบพุทธศาสนา อิทธิพลของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยนั้นฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และได้หล่อหลอมแนวคิด ค่านิยม รวมถึงมารยาททางสังคมต่างๆ ของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในความเชื่อที่สืบทอดมาจากพุทธศาสนาคือการยกย่องให้ "ศีรษะ" เป็นส่วนที่สูงส่งที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่น และเป็นที่ตั้งของ "ม Crown Chakra" ซึ่งในทางจิตวิญญาณเชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของพลังงานบวกและสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ ...

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม

5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม 5 เคล็ดลับในการทำให้ตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคม ในสังคมที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่ดีขึ้นและมีคุณค่าต่อสังคมเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม บทความนี้นำเสนอ 5 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณก้าวสู่การเป็นบุคคลที่มีคุณภาพและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกใบนี้ 1. ฝึกฝนการเป็นผู้ฟังที่ดี การฟังอย่างตั้งใจเป็นรากฐานสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า คนที่ฝึกฝนการฟังอย่างตั้งใจจะมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้นำที่ดีกว่า มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า เมื่อคุณฟังผู้อื่นอย่างตั้งใจ คุณจะสามารถเข้าใจมุมมอง ความคิด และความรู้สึกของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้ง สร้างความเข้าใจ และเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น 2. เสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) คือ ความสามารถในการรับรู้ เข้าใจ จัดการ และแสดงออกทางอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม งานวิจัยมากม...