ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

Meta ปิดตัว CrowdTangle เครื่องมือติดตามข่าวลวงออนไลน์

Meta ปิดตัว CrowdTangle เครื่องมือติดตามข่าวลวงออนไลน์

Meta ปิดตัว CrowdTangle เครื่องมือติดตามข่าวลวงออนไลน์

Meta บริษัทแม่ของ Facebook ได้ประกาศยุติการให้บริการ CrowdTangle แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่นักข่าว นักวิจัย และองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่ใช้ CrowdTangle เพื่อติดตามการแพร่กระจายของข้อมูลที่ผิด และวิเคราะห์แนวโน้มเนื้อหาบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ

CrowdTangle เปิดตัวครั้งแรกในปี 2011 ในฐานะเครื่องมือติดตามเนื้อหาบน Facebook ก่อนที่ Facebook จะเข้าซื้อกิจการในปี 2016 และขยายการทำงานให้ครอบคลุมแพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น Instagram และ Reddit จุดแข็งของ CrowdTangle คือความสามารถในการติดตาม "engagement" หรือการมีส่วนร่วมของโพสต์ต่างๆ ซึ่งช่วยให้นักวิจัยสามารถวิเคราะห์ได้ว่าเนื้อหาประเภทใดได้รับความสนใจและถูกแชร์มากที่สุด

เหตุผลเบื้องหลังการปิดตัวของ CrowdTangle

แม้ CrowdTangle จะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ แต่ Meta อ้างเหตุผลของการปิดตัวว่าเป็นไปเพื่อ "ลดความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์" และมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลอื่นๆ อย่างไรก็ตาม การปิดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความโปร่งใสของ Meta ในการรับมือกับปัญหาข่าวลวงและข้อมูลที่ผิดบนแพลตฟอร์มของตน

นักวิจัยและองค์กรอิสระหลายแห่งแสดงความกังวลว่าการปิดตัวของ CrowdTangle จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการติดตามและตรวจสอบข้อมูลที่ผิดบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งอาจนำไปสู่การแพร่ระบาดของข่าวลวงที่รุนแรงขึ้น

ผลกระทบต่อการตรวจสอบข่าวสาร

การปิดตัวของ CrowdTangle อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระบวนการตรวจสอบข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่เผชิญกับปัญหาข่าวลวงรุนแรง เช่น ประเทศไทย

ตัวอย่างเช่น จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดในปี 2021 พบว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการแพร่ระบาดของข่าวลวงบนโลกออนไลน์สูงที่สุดในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวิกฤตการณ์ต่างๆ เช่น การระบาดของโควิด-19

แพลตฟอร์ม อันดับข่าวลวง
Facebook 1
Twitter 3
YouTube 2

CrowdTangle เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้องค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงสามารถติดตามการแพร่กระจายของข่าวลวงเหล่านี้และดำเนินการแก้ไขได้อย่างทันท่วงที การปิดตัวของ CrowdTangle จึงอาจเป็นอุปสรรคต่อการต่อสู้กับข่าวลวงในประเทศไทยและทั่วโลก

อนาคตของการตรวจสอบข้อมูล

แม้การปิดตัวของ CrowdTangle จะเป็นเรื่องน่ากังวล แต่องค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงและนักวิจัยจำเป็นต้องปรับตัวและแสวงหาเครื่องมือและวิธีการใหม่ๆ ในการติดตามและตรวจสอบข้อมูลที่ผิด

ตัวอย่างเช่น การพัฒนาเครื่องมือ AI สำหรับตรวจจับภาษาที่บ่งบอกถึงความเกลียดชังหรือข้อมูลเท็จ การสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรสื่อ องค์กรภาคประชาสังคม และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และการส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อในหมู่ประชาชน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการรับมือกับความท้าทายของข้อมูลที่ผิดในอนาคต

**Fun Fact:** รู้หรือไม่ว่า มีการประเมินว่าข้อมูลบนโลกอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกๆ 2 ปี ซึ่งหมายความว่าความท้าทายในการตรวจสอบข้อมูลและต่อสู้กับข่าวลวงจะยิ่งทวีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ

การปิดตัวของ CrowdTangle เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของความโปร่งใสและความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในการรับมือกับข้อมูลที่ผิด ในขณะเดียวกัน องค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงและประชาชนทั่วไปจำเป็นต้องปรับตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ในการแยกแยะความจริงจากข้อมูลที่ผิดบนโลกออนไลน์

#Meta #CrowdTangle #ข่าวลวง #FactCheck

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers

การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers การเรียนรู้ Decision Tree Algorithm ด้วย Transformers ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การผสมผสานระหว่างอัลกอริธึมแบบดั้งเดิมอย่าง Decision Tree กับโมเดล Transformer ที่ทันสมัยกำลังเป็นที่สนใจอย่างมาก บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า Decision Tree Algorithm ทำงานอย่างไร และการนำ Transformer มาใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของอัลกอริธึมนี้สามารถสร้างผลลัพธ์ที่น่าทึ่งได้อย่างไร Decision Tree Algorithm คืออะไร? Decision Tree เป็นอัลกอริธึมการเรียนรู้ของเครื่องที่ใช้สำหรับการจำแนกประเภท (Classification) และการทำนาย (Regression) โดยอาศัยโครงสร้างแบบต้นไม้ (Tree Structure) ที่ประกอบด้วยโหนด (Node) และเส้นเชื่อม (Edge) แต่ละโหนดจะแทนคุณลักษณะ (Feature) ของข้อมูล และเส้นเชื่อมจะแทนการตัดสินใจที่นำไปสู่โหนดถัดไป ตัวอย่างเช่น หากเราต้องการจำแนกประเภทผลไม้ เราอาจเริ่มต้นด้วยโหนดแรกที่ถามว่า "ผลไม้มีสีแดงหรือไม่?" หากคำต...

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม?

วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? วัฒนธรรมไทย: ทำไมการลูบศีรษะจึงเป็นเรื่องต้องห้าม? ในสังคมไทย การแสดงออกทางกายภาพเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่น ซึ่งมักจะมีข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หนึ่งในข้อห้ามที่พบเห็นได้บ่อยคือการลูบศีรษะผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า ศีรษะเป็นส่วนที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรให้ใครมาลูบเล่นโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปสำรวจเบื้องลึกของความเชื่อนี้ พร้อมทั้งอธิบายถึงที่มาที่ไป และเหตุผลประกอบต่างๆ ศีรษะ: ส่วนที่สูงส่งตามความเชื่อแบบพุทธศาสนา อิทธิพลของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยนั้นฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และได้หล่อหลอมแนวคิด ค่านิยม รวมถึงมารยาททางสังคมต่างๆ ของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในความเชื่อที่สืบทอดมาจากพุทธศาสนาคือการยกย่องให้ "ศีรษะ" เป็นส่วนที่สูงส่งที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นส่วนที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่น และเป็นที่ตั้งของ "ม Crown Chakra" ซึ่งในทางจิตวิญญาณเชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของพลังงานบวกและสติปัญญา ด้วยเหตุนี้ ...

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย

รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย รู้ลึกร้อน กับ 'บันย่า' ห้องอบไอน้ำสุดฮิตสไตล์รัสเซีย แม้ชื่อประเทศจะฟังดูหนาวเหน็บ แต่ใครจะรู้ว่าชาวรัสเซียเขาก็มีวิธีคลายหนาว (และดูแลสุขภาพ) สุดแปลกแหวกแบบฉบับของตัวเอง นั่นก็คือการเข้า 'บันย่า' (Banya) หรือห้องอบไอน้ำแบบรัสเซียนั่นเอง! บอกเลยว่าวัฒนธรรมการอบไอน้ำแบบนี้ ไม่ใช่แค่เข้าไปนั่งเฉยๆ แล้วออกมาสวยหล่อเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธีกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบ อบอุ่นแบบลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องผิวกาย หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ แล้วทำไมชาวรัสเซียถึงชอบอบไอน้ำกันนัก? เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ 'บันย่า' ถือเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวรัสเซียมายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยในสมัยก่อนนั้น 'บันย่า' เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานที่คลอดบุตรด้วยซ้ำ! แต่ในปัจจุบัน 'บันย่า' กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ทำได้เป็นประถมกิจวัตร ไม่ว่าจะหนุ่มสาว ครอบครัว หรือแม้แต่กลุ...