ลอนดอน เมืองหลวงของสหราชอาณาจักร กลับมาครองตำแหน่งเมืองที่มีค่าก่อสร้างแพงที่สุดในโลกอีกครั้ง หลังจากเสียแชมป์ให้กับฮ่องกงไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การกลับมาผงาดในครั้งนี้เป็นผลมาจากปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น และความขาดแคลนแรงงาน
รายงานจาก Turner & Townsend บริษัทที่ปรึกษาด้านการก่อสร้างระดับโลก เผยว่า ค่าก่อสร้างในลอนดอนในปี 2566 นี้ พุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 7 โดยเฉลี่ยแล้ว การก่อสร้างอาคารสูงในใจกลางกรุงลอนดอนมีค่าใช้จ่ายประมาณ 6,500 ปอนด์ต่อตารางเมตร หรือราว 280,000 บาทต่อตารางเมตร เลยทีเดียว
นอกจากลอนดอนแล้ว เมืองใหญ่อื่นๆ ทั่วโลกก็เผชิญกับปัญหาค่าก่อสร้างที่เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นนิวยอร์ก เจนีวา ซูริก และโตเกียว โดยสาเหตุหลักๆ มาจากภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าสถานการณ์ดังกล่าวน่าจะเริ่มคลี่คลายลงในปีหน้า
สำหรับตารางด้านล่างนี้ แสดงให้เห็นถึง 10 อันดับเมืองที่มีค่าก่อสร้างแพงที่สุดในโลกประจำปี 2566 จากการจัดอันดับโดย Turner & Townsend
| อันดับ | เมือง | ประเทศ |
|---|---|---|
| 1 | ลอนดอน | สหราชอาณาจักร |
| 2 | นิวยอร์ก | สหรัฐอเมริกา |
| 3 | เจนีวา | สวิตเซอร์แลนด์ |
| 4 | ซูริก | สวิตเซอร์แลนด์ |
| 5 | ฮ่องกง | จีน |
| 6 | ซานฟรานซิสโก | สหรัฐอเมริกา |
| 7 | โตเกียว | ญี่ปุ่น |
| 8 | มิวนิก | เยอรมนี |
| 9 | บอสตัน | สหรัฐอเมริกา |
| 10 | ลอสแอนเจลิส | สหรัฐอเมริกา |
ที่มา: Turner & Townsend International Construction Market Survey 2023
แม้ว่าลอนดอนจะขึ้นชื่อเรื่องค่าครองชีพที่สูงลิ่วอยู่แล้ว แต่การที่ค่าก่อสร้างกลับมาแพงที่สุดในโลกอีกครั้ง ยิ่งตอกย้ำถึงความท้าทายของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ขณะเดียวกันก็เป็นปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาบ้านและค่าเช่าที่อยู่อาศัยในเมืองหลวงแห่งนี้ในอนาคต
#ลอนดอน #ค่าก่อสร้าง #อสังหาริมทรัพย์ #เศรษฐกิจ