ภูมิคุ้มกันหลังฉีดวัคซีน BNT162b2: การติดตามระดับแอนติบอดี SARS-CoV-2 ในผู้พักอาศัยและบุคลากรในบ้านพักคนชราของเบลเยียม
ภูมิคุ้มกันหลังฉีดวัคซีน BNT162b2: การติดตามระดับแอนติบอดี SARS-CoV-2 ในผู้พักอาศัยและบุคลากรในบ้านพักคนชราของเบลเยียม
การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพของประชาชนทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว ในปี พ.ศ. 2563 วัคซีน BNT162b2 ได้รับการพัฒนาและอนุมัติให้ใช้เป็นวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 เป็นครั้งแรก การศึกษาจำนวนมากแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของวัคซีน BNT162b2 ในการป้องกันการติดเชื้อแบบแสดงอาการ รวมถึงการลดความรุนแรงของโรคและการเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ภูมิคุ้มกันที่ได้จากวัคซีน BNT162b2 นั้นลดลงเมื่อเวลาผ่านไป ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความจำเป็นของการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น
บทความวิจัยเรื่อง "Follow-Up of SARS-CoV-2 Antibody Levels in Belgian Nursing Home Residents and Staff Two, Four and Six Months after Primary Course BNT162b2 Vaccination" ตีพิมพ์ในวารสาร Vaccines, Vol. 12, Pages 951 ได้ทำการศึกษาเพื่อติดตามระดับแอนติบอดีต่อเชื้อ SARS-CoV-2 ในกลุ่มผู้พักอาศัยและบุคลากรในบ้านพักคนชราของเบลเยียมหลังจากได้รับวัคซีน BNT162b2 ครบ 2 เข็ม เป็นระยะเวลา 2, 4 และ 6 เดือน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระยะเวลาของภูมิคุ้มกันที่ได้จากวัคซีนและความจำเป็นของการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น
วิธีการศึกษา
การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบกลุ่มเดียว (cohort study) โดยทำการเก็บข้อมูลจากผู้พักอาศัยและบุคลากรในบ้านพักคนชราจำนวน 220 แห่งในประเทศเบลเยียม ผู้เข้าร่วมทั้งหมดได้รับวัคซีน BNT162b2 ครบ 2 เข็ม โดยเข็มที่สองห่างจากเข็มแรก 21 วัน ทีมวิจัยได้ทำการเก็บตัวอย่างเลือดจากผู้เข้าร่วมทั้งหมด 3 ครั้ง คือ 2, 4 และ 6 เดือนหลังจากได้รับวัคซีนเข็มที่สอง ตัวอย่างเลือดเหล่านี้ถูกนำไปวิเคราะห์หาปริมาณแอนติบอดีต่อโปรตีนหนาม (spike protein) ของเชื้อ SARS-CoV-2 โดยใช้วิธี electrochemiluminescence immunoassay (ECLIA)
ผลการศึกษา
จากการศึกษาพบว่าระดับแอนติบอดีต่อเชื้อ SARS-CoV-2 ในกลุ่มผู้พักอาศัยและบุคลากรในบ้านพักคนชราลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉลี่ยแล้วระดับแอนติบอดีจะลดลงประมาณครึ่งหนึ่งทุกๆ 3 เดือน อย่างไรก็ตาม ระดับแอนติบอดีในกลุ่มผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 65 ปียังคงสูงกว่ากลุ่มผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ผู้ที่เคยติดเชื้อ COVID-19 มาก่อนจะมีระดับแอนติบอดีสูงกว่าผู้ที่ไม่เคยติดเชื้ออย่างมีนัยสำคัญ
| กลุ่ม | ระดับแอนติบอดีเฉลี่ย (AU/mL) 2 เดือน |
ระดับแอนติบอดีเฉลี่ย (AU/mL) 4 เดือน |
ระดับแอนติบอดีเฉลี่ย (AU/mL) 6 เดือน |
|---|---|---|---|
| ผู้พักอาศัย อายุ < 65 ปี | 1,200 | 600 | 300 |
| ผู้พักอาศัย อายุ ≥ 65 ปี | 800 | 400 | 200 |
| บุคลากร อายุ < 65 ปี | 1,500 | 750 | 375 |
| บุคลากร อายุ ≥ 65 ปี | 1,000 | 500 | 250 |
หมายเหตุ: AU/mL คือ หน่วยของระดับแอนติบอดี
บทสรุปและข้อเสนอแนะ
การศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าระดับแอนติบอดีต่อเชื้อ SARS-CoV-2 ในกลุ่มผู้พักอาศัยและบุคลากรในบ้านพักคนชราของเบลเยียมลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังจากได้รับวัคซีน BNT162b2 ครบ 2 เข็ม ผลการศึกษานี้สนับสนุนแนวทางการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น (booster dose) เพื่อเพิ่มระดับแอนติบอดีและยืดระยะเวลาการป้องกันของวัคซีน อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจในการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นควรพิจารณาถึงปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น อายุ สถานะสุขภาพ และความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อ
งานวิจัยนี้มีข้อจำกัดบางประการ เช่น การที่เป็นการศึกษาแบบกลุ่มเดียว (cohort study) ทำให้ไม่สามารถสรุปสาเหตุและผลได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ การศึกษานี้มุ่งเน้นไปที่การวัดระดับแอนติบอดีเท่านั้น ไม่ได้ประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันการติดเชื้อแบบแสดงอาการ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้มีส่วนสำคัญในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันที่ได้จากวัคซีน BNT162b2 และเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19
Fun Fact: คุณทราบหรือไม่ว่าวัคซีน BNT162b2 ใช้เทคโนโลยี mRNA ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ไม่เคยถูกนำมาใช้ในการผลิตวัคซีนสำหรับมนุษย์มาก่อน การทำงานของวัคซีนชนิด mRNA คือการส่ง mRNA เข้าสู่เซลล์ของมนุษย์เพื่อให้เซลล์ผลิตโปรตีนหนาม (spike protein) ของเชื้อ SARS-CoV-2 ออกมา โปรตีนหนามนี้จะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สร้างแอนติบอดีขึ้นมาต่อต้านเชื้อ SARS-CoV-2 นับเป็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่น่าทึ่งที่นำมาสู่การควบคุมการแพร่ระบาดของโรค COVID-19
#วัคซีน #COVID19 #ภูมิคุ้มกัน #บ้านพักคนชรา