เรื่องราวของพระเทวทัต นับเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญในพระพุทธศาสนา แม้ท่านจะเป็นพระอรหันต์ในอดีตชาติ และได้บำเพ็ญบารมีร่วมกับพระพุทธเจ้ามาอย่างยาวนาน แต่การครอบงำของกิเลสตัณหา ก็สามารถทำให้แม้แต่ผู้มีคุณธรรมสูงส่ง ตกอยู่ในห้วงแห่งความมืดมนได้
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้พระเทวทัตเกิดความหลงผิด คือ อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ที่ท่านสามารถแสดงได้ถึง 8 ประการ เทียบเท่ากับพระพุทธเจ้า อิทธิฤทธิ์เหล่านี้ กลายเป็นดาบสองคม ที่นำไปสู่ความหลงตัวเอง ทะเยอทะยาน และสุดท้ายคือการคิดท้าทายพระพุทธเจ้า
อิทธิฤทธิ์ 8 ประการ ของพระเทวทัต
พระเทวทัตสามารถแสดงฤทธิ์ได้เช่นเดียวกันกับพระพุทธเจ้า ดังนี้
- เสด็จเหาะไปในอากาศได้ (วิชาเหาะได้)
- ดำดินได้เหมือนเดินบนดิน (วิชาเดินดิน)
- ดำน้ำได้เหมือนเดินบนบก (วิชาเดินน้ำ)
- เนรมิตกายได้หลายร่าง (วิชาเนรมิตกาย)
- มีหูทิพย์ (วิชาได้ยินเสียงไกล)
- มีตาทิพย์ (วิชารู้ความคิดผู้อื่น)
- ระลึกชาติได้ (วิชาระลึกชาติได้)
- หยั่งรู้อำนาจจิตผู้อื่นได้ (วิชาหยั่งรู้วาระจิต)
การที่พระเทวทัตมีฤทธิ์มาก ทำให้ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากผู้คนจำนวนมาก บางคนถึงกับมองว่าท่านไม่แตกต่างจากพระพุทธเจ้า ยิ่งได้รับความนิยมมากเท่าใด ยิ่งเป็นการเติมเชื้อไฟแห่งอัตตาให้โหมกระพือ จนทำให้พระเทวทัตหลงผิด คิดล้มล้างพระพุทธองค์ เพื่อขึ้นเป็นศาสดาแทน
แผนการร้าย และ จุดจบของพระเทวทัต
ด้วยความหลงใหลในอำนาจ พระเทวทัตจึงวางแผนกำจัดพระพุทธเจ้าหลายครั้ง เช่น การผลักก้อนหิน การปล่อยช้างนาฬาคีรี แต่ทุกครั้งพระพุทธองค์ก็ทรงรอดพ้นจากแผนร้ายมาได้ สุดท้ายพระเทวทัตถูกธรณีสูบ เนื่องจากสำนึกผิดที่คิดร้ายต่อพระพุทธองค์
บทเรียนจากเรื่องราวของพระเทวทัต
เรื่องราวของพระเทวทัต สอนให้เรารู้ว่า แม้แต่ผู้มีคุณธรรมสูงส่ง หากขาดสติและปล่อยให้อัตตาครอบงำ ก็อาจตกเป็นทาสของกิเลสได้ อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ไม่ใช่เครื่องวัดความดีหรือความบริสุทธิ์ สิ่งสำคัญคือการใช้ปัญญาในการดำเนินชีวิต และไม่ยึดติดในอำนาจหรือลาภยศ
สุดท้ายแล้ว การปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น การเจริญสติ และการดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท คือหนทางสู่ความหลุดพ้นที่แท้จริง ดังพุทธภาษิตที่ว่า "อัตตา หิ อัตตโน นาโถ" (ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน)
#พระเทวทัต #อิทธิฤทธิ์ #อัตตา #พระพุทธศาสนา